วันที่ 12 กันยายน 2552 ผมมีบรรยายเรื่อง "ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม" ที่มหาวิทยาลัยบูรพา จำได้ว่า ครั้งก่อนมีคนถามเรื่องของ "ทุน" เพราะการคิดสิ่งใหม่ๆ นั้นมีโอกาสที่จะล้มเหลวและสำเร็จได้ในเปอร์เซ็นต์ที่เกือบจะเท่ากัน
วันนี้ ผมมีตัวอย่างแนวความคิดที่ไม่ต้องใช้ทุนมาก โดยนำเอาเศษกระดาษกล่องที่ดูเหมือนจะไร้ค่า เพียงแค่เติมไอเดียเข้าไปเล็กน้อย เราก็สามารถทำให้สิ่งที่จะกลายเป็นขยะมีค่าขึ้นมาได้
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ความจำเป็นของที่ปรึกษาธุรกิจ
มีคำถามว่า "ที่ปรึกษาธุรกิจ" มีความจำเป็นแค่ไหน ?!
ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ผมอยากให้ดู อนิเมชั่น เรื่อง Reach ในความหมายของคำนี้มีได้ทั้งสองแง่ คือ การไปถึงกับบรรลุ
ถ้าดูการ์ตูนสั้นนี้จบแล้วน่าจะได้คำตอบว่า "ที่ปรึกษาธุรกิจ" มีความจำเป็นหรือไม่ ? อนิเมชั่นเรื่องนี้ว่าด้วยหุ่นยนต์ที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เป้าหมายของหุ่นตัวนี้อยู่ที่นกน้อยที่เกาะนอกหน้าต่าง แต่การเดินทางเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งเรื่องข้อจำกัดของความยาวสายไฟ, ขนาดของเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้า แม้มันจะพยายามเต็มแรง ฉุดจนเครื่องกำเนิดพลังงาน เคลื่อนที่ตาม แต่มันก็ไม่สามารถบรรลุถึงจุดหมายที่ต้องการได้ เพราะ........
"น๊อตสกรู" ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งซึ่งไปขัดทางเดินของเครื่องกำเนิดพลังงาน
ความพยายามของมันจึงสูญเปล่า!!!!
อุปสรรคเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามไป สามารถทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ล้มละลายมานักต่อนักแล้ว
ไม่ต่างจากการประกอบธุรกิจของ SMEs ไทยทุกวันนี้ที่ผมไม่เถียงว่า มีความขยันขันแข็ง ไม่แพ้ชนชาติใดในโลก อย่างเดียวที่ขาดคือ "ความเฉลียว" ที่ "เอ๊ะ...ทำไมเราพยายามขนาดนี้ มันจึงยังไม่สำเร็จสักที"!!
หากฉุกคิดตรงนี้ได้เมื่อไหร่....แล้วกลับไปหาคำตอบด้วยตัวเองได้
ความจำเป็นของที่ปรึกษาก็น้อยลง เสียดายว่า การมองแต่เพียงมุมภายในนั้น ทำให้ขาดข้อมูลรอบด้าน การได้ที่ปรึกษาซึ่งมีความเชี่ยวชาญ มาวินิจฉัยโดยไม่มีอคติ จะทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นปัญหาอย่างครอบคลุมมากขึ้น
บางครั้งการขยันตัดไม้อย่างต่อเนื่องกัน 9 ชั่วโมงนั้น ได้จำนวนปริมาณของไม้น้อยกว่าคนที่ตัดเพียง 3 ชั่วโมง เพราะเวลาอีก 6 ชั่วโมง เขายอมเสียไปกับการลับขวานให้คมเสียก่อนลงมือ!!!
เช่นเดียวกับถ้าเจ้าหุ่นตัวนี้ยอมหันหลังกลับไปพิจารณาว่าอะไรทำให้การเคลื่อนที่ของเครื่องกำเนิดพลังงานฝืดเคืองกว่าเดิม แล้วพบปัญหา ดำเนินการแก้ไข ภารกิจของมันก็จะดำเนินต่อไปได้
แต่ถ้าเกิดปัญหาแล้วมัวแต่โทษคนอื่น โทษสถานการณ์ภายนอก โดยไม่สนใจความคิดเห็นของผู้หวังดี มีทิฐิมานะไป ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การหาที่ปรึกษาธุรกิจให้เข้ามาแก้ไขปัญหานั้น ก็ต้องรู้จักเลือก "คุณภาพ"
ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ผมอยากให้ดู อนิเมชั่น เรื่อง Reach ในความหมายของคำนี้มีได้ทั้งสองแง่ คือ การไปถึงกับบรรลุ
ถ้าดูการ์ตูนสั้นนี้จบแล้วน่าจะได้คำตอบว่า "ที่ปรึกษาธุรกิจ" มีความจำเป็นหรือไม่ ? อนิเมชั่นเรื่องนี้ว่าด้วยหุ่นยนต์ที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เป้าหมายของหุ่นตัวนี้อยู่ที่นกน้อยที่เกาะนอกหน้าต่าง แต่การเดินทางเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งเรื่องข้อจำกัดของความยาวสายไฟ, ขนาดของเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้า แม้มันจะพยายามเต็มแรง ฉุดจนเครื่องกำเนิดพลังงาน เคลื่อนที่ตาม แต่มันก็ไม่สามารถบรรลุถึงจุดหมายที่ต้องการได้ เพราะ........
"น๊อตสกรู" ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งซึ่งไปขัดทางเดินของเครื่องกำเนิดพลังงาน
ความพยายามของมันจึงสูญเปล่า!!!!
อุปสรรคเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามไป สามารถทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ล้มละลายมานักต่อนักแล้ว
ไม่ต่างจากการประกอบธุรกิจของ SMEs ไทยทุกวันนี้ที่ผมไม่เถียงว่า มีความขยันขันแข็ง ไม่แพ้ชนชาติใดในโลก อย่างเดียวที่ขาดคือ "ความเฉลียว" ที่ "เอ๊ะ...ทำไมเราพยายามขนาดนี้ มันจึงยังไม่สำเร็จสักที"!!
หากฉุกคิดตรงนี้ได้เมื่อไหร่....แล้วกลับไปหาคำตอบด้วยตัวเองได้
ความจำเป็นของที่ปรึกษาก็น้อยลง เสียดายว่า การมองแต่เพียงมุมภายในนั้น ทำให้ขาดข้อมูลรอบด้าน การได้ที่ปรึกษาซึ่งมีความเชี่ยวชาญ มาวินิจฉัยโดยไม่มีอคติ จะทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นปัญหาอย่างครอบคลุมมากขึ้น
บางครั้งการขยันตัดไม้อย่างต่อเนื่องกัน 9 ชั่วโมงนั้น ได้จำนวนปริมาณของไม้น้อยกว่าคนที่ตัดเพียง 3 ชั่วโมง เพราะเวลาอีก 6 ชั่วโมง เขายอมเสียไปกับการลับขวานให้คมเสียก่อนลงมือ!!!
เช่นเดียวกับถ้าเจ้าหุ่นตัวนี้ยอมหันหลังกลับไปพิจารณาว่าอะไรทำให้การเคลื่อนที่ของเครื่องกำเนิดพลังงานฝืดเคืองกว่าเดิม แล้วพบปัญหา ดำเนินการแก้ไข ภารกิจของมันก็จะดำเนินต่อไปได้
แต่ถ้าเกิดปัญหาแล้วมัวแต่โทษคนอื่น โทษสถานการณ์ภายนอก โดยไม่สนใจความคิดเห็นของผู้หวังดี มีทิฐิมานะไป ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การหาที่ปรึกษาธุรกิจให้เข้ามาแก้ไขปัญหานั้น ก็ต้องรู้จักเลือก "คุณภาพ"
ที่ปรึกษาธุรกิจที่ดีจึงต้องมีความเข้าใจในธุรกิจที่ผู้ประกอบการดำเนินงานอยู่อย่างแท้จริง โดยนอกจากได้รับข้อมูลภายในจากผู้ประกอบการ แล้วก็ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ ปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ที่สำคัญ ผู้ประกอบการก็ต้องให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง
เพราะการ "ลับขวานผิดด้าน" ก็เป็นการเสียเวลาโดยใช่เปล่าอีกเช่นกัน....
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552
โซเชียล เน็ทเวอร์ค กับอัมพวา มาร์เก็ตติ้ง
ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงสังคมเครือข่าย หรือ Social Network โดยเฉพาะบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่กลายเป็นประเด็นร้อน จากกระแสการเมือง จนมาถึงปัจจุบันที่นักการตลาดยุคไอที กำลังนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ลดต้นทุน กระตุ้นยอดขาย แต่จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ลองเทียบเคียงรูปแบบ “ความสำเร็จ” กับโมเดลการตลาดที่ “อัมพวา” จะพบว่ามี 5 C ที่คลับคล้ายคลับคลาราวแฝดคนละฝาทีเดียว
1. Community ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้นำ และชุมชน คือรากฐานที่แข็งแรงที่สุดของสังคมเครือข่าย จะเห็นได้ว่า เว็บไซต์ไมโครบล็อก อย่าง www.twitter.com นั้นเริ่มต้นมีชื่อเสียงก็เพราะ ดาราฮอลลีวู้ด แอชตัน คุชเชอร์ ท้าประลองว่า หากตนทำทวีตเตอร์แข่งกับ ซีเอ็นเอ็น สำนักข่าวระดับโลกแล้ว ใครจะมีผู้ติดตาม (follower) ถึงล้านคนก่อนกัน ผลปรากฏว่า ดาราหนุ่มเป็นฝ่ายมีชัย เลยกลายเป็นข่าวดังทั่วโลก ทั้งนี้ก็เพราะเป็นธรรมเนียมของดารา ที่มีแฟนประจำอยู่แล้ว พวกเขาย่อมอยากทราบความเคลื่อนไหวของดาราคนโปรด ยิ่งเป็นการสื่อความโดยตรงจากเจ้าตัวเอง ไม่ต้องคัดกรองจากสื่ออื่นๆ ก็ยิ่งเกิดความน่าเชื่อถือ ในทำนองเดียวกับที่อัมพวา ต้องยอมรับว่าผู้นำชุมชนเป็นคนทันสมัย เปิดกว้างยอมรับความคิดเห็นใหม่ๆ และมีอำนาจในการโน้มน้าวใจให้ชุมชนคล้อยตาม มองเห็นเป้าหมายเดียวกัน และที่สำคัญ ลงสำรวจพื้นที่ ออกข่าวให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเองเสมอ โดยไม่ต้องเปลี่ยนโฆษกให้เสียเวลา!

ความร่วมมือของชุมชนมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประสบความสำเร็จ
2. Communication
จะเห็นได้ว่าหลักการของ Web 2.0 ประการหนึ่งก็คือเรื่องของการติดต่อสื่อสาร ผู้ที่เข้ามาอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์สามารถที่จะส่งสาร หรือสร้างเรื่องราวบนเว็บนั้นได้เช่นเดียวกันกับเจ้าของเว็บ และเนื้อหาเหล่านั้นก็มักจะไปในเรื่องราวเดียวกัน (แม้รายละเอียดปลีกย่อยอาจแตกต่างกันบ้าง) เปรียบเหมือน “อัมพวา” ที่ว่าด้วยการหวนรำลึกอดีต ดังนั้นการตกแต่งร้านรวงส่วนใหญ่ก็ยังเน้นเรื่องความเป็นวันวาน ตลาดน้ำ หรือการที่ผู้มาเยือนต้องการสินค้าเฉพาะแบบที่ตนต้องการ ที่นี่ก็มีให้บริการ เช่นการถ่ายภาพที่ระลึก, การเขียนโปสการ์ด, การสลักลายชื่อในเครื่องประดับย้อนยุค การสื่อสารของผู้ที่เกี่ยวข้องในสังคมนี้จึงต้องเป็นภาษาที่ “รู้เรื่อง” เข้าใจความหมายตรงกัน แตกต่าง (เหมือนลายเสื้อยืดคำว่าอัมพวาที่มีหลายลักษณะ) แต่ไม่แตกแยก!
รูปแบบลายเสื้อยืด อัมพวา ที่มีให้เลือกนับพันลาย
รับถ่ายรูปโปสการ์ด ค่ากดชัตเตอร์ 35 บาทเอง !
3. Characteristics
การสร้างลักษณะเฉพาะถือเป็นสิ่งสำคัญ จะเห็นว่า เว็บ โซเชียล เน็ทเวอร์ค ที่มีผู้ติดตามมากๆ นั้นจะมีเอกลักษณ์ เรื่องราวเฉพาะกลุ่ม เช่น http://keng.com/ เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ E- Marketing หรือ Digital Content หรือ http://schoolofsme.com/ จะเป็นเรื่องการตลาด การบริหารธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SMEs เช่นเดียวกับ อัมพวา ที่พยายามดึงลักษณะพิเศษของคนในชุมชน เช่น บ้านครูเอื้อ สุนทราภรณ์, หิ่งห้อย, ของโบราณ การรวมกลุ่มกันจัดร้านในสไตล์ตลาดโบราณ มาเป็นจุดขาย ซึ่งหาชมไม่ได้จากสถานที่อื่นๆ เว็บโซเชียลก็เช่นเดียวกัน แม้จะเป็นของฟรี สร้างได้อย่างง่ายดาย แต่การที่จะให้มีผู้ติดตาม (Follower) อย่างเหนียวแน่นนั้นก็ต้องมี “จุดยืน” ที่เป็นประโยชน์ จะมาแค่บอกเล่ากิจวัตร ตื่นกี่โมง นอนกี่โมง เหมือนชาวบ้านปกติเขา สาวกก็คงลดน้อยถอยลงทุกวัน ต่อให้เป็นคนดังระดับไหนก็ตาม
บ้านครูเอื้อ สุนทรสนาน คีตกวีเอกแห่งสยาม อยู่ที่อัมพวา แวะชมผลงานอมตะของท่านได้ที่นี่!
4. Connect
ป้ายประชาสัมพันธ์บอกกล่าวแก่ผู้มาเยือนถึงกิจกรรมครั้งต่อไป ซึ่งยังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
5. Commerce
พิพิธภัณฑ์มะพร้าว มุ่งให้ความรู้และสาระประโยชน์แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม โดยไม่คิดค่าบริการ
ใครใคร่ถ่าย ถ่ายได้ เจ้าของร้านไม่หวง ร้านสมานการค้ากับตำนานกาแฟโบราณริมคลอง....อัมพวาการทำเว็บโซเชียลเน็ทเวอร์คให้ประสบความสำเร็จ จึงควรจะเป็นการเล่าความประทับใจจากการใช้บริการของร้านค้านั้นๆ , ความรับผิดชอบของเจ้าของผลิตภัณฑ์, คำแนะนำวิธีใช้ที่ทำให้สินค้าเกิดประโยชน์มากที่สุด เนื้อหาที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นประโยชน์เหล่านี้ จะทำให้ผู้เยี่ยมชม อ่านแล้วรู้สึกว่าตนอยากใช้สินค้า โดยไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด เปรียบเหมือนตลาดน้ำอัมพวาทุกวันนี้ แม้ช่วงเสาร์อาทิตย์ จะหาที่จอดรถยากสักปานใด ก็ยังเห็นคนขับไปเยือนอยู่ไม่ขาดสาย เหมือนกลุ่มผู้ติดตาม (follower) ที่นับวันดูเหมือนจะมากขึ้น เพราะการเล่าขานด้วยปากต่อปาก (Viral Marketing) อย่างไม่รู้จบ.....
พลังแยะ
ยุคเศรษฐกิจชะลอตัว หนังโฆษณา จะพาเราหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะถ้าช่วยให้คลายเครียดได้ ก็จะมีคนพูดถึงหนังชุดนี้มาก และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างไอเดียของคนโฆษณาอารมณ์คัน
ลิงยังสอนได้
แม้ว่าทุกวันนี้องค์กรธุรกิจจะยอมรับแล้วว่า "มนุษย์" เป็น "ทรัพยากร" อันมีค่า ที่ควรจะดูแล รักษาไว้ แต่ไหง เวลาที่บริษัทฯ ประสบปัญหาขาดทุน จึงใช้มาตรการไล่คนออกเป็นอันดับแรกจริงอยู่ว่า จะช่วยลดรายจ่ายได้ทันที แต่คิดหรือเปล่าว่าเวลาที่บริษัทฯ เกิดต้องการคนขึ้นมาจริงๆ ใครเขาอยากจะกลับมาช่วยทำงานให้อีก การให้พนักงานลาออกจึงควรเป็นมาตรการสุดท้ายที่จำเป็นจริงๆ และควรมีขั้นตอนของการจากกันด้วยดี เพราะอุตส่าห์ร่วมทุกข์ร่วมสุขฝ่าฟันกันมา บางที่เขาจัดห้องให้ปรึกษากับนักจิตวิทยา พร้อมหางานใหม่ให้พนักงานด้วย
ดังนั้น ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนนั้น หากบริษัทฯ ประสบปัญหาขาดทุน รายได้ลดจริงๆ ก็ควรต้องมาประชุมว่าสาเหตุเกิดจากอะไร บางครั้งเป็นเพราะพนักงานขาดความรู้ ขาดความเข้าใจ ในธุรกิจ ก็ต้องจัดอบรม เรียกขวัญ ปลุกกำลังใจ จะไปขายของให้ลูกค้าก็ควรมี "คู่มือขาย" (Sale Kit) ไม่ใช่จ่ายเงินเดือนแล้วก็ให้พนักงานไปเรียนรู้ด้วยตนเองทุกอย่าง ซึ่งนอกจากจะเสียเวลา เสียเงินเดือนโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ธุรกิจก็ยิ่งขาดทุน
ลิงชิมแปนซีในสวนสัตว์ เห็นคนทำความสะอาด มันยังเริ่มเรียนรู้กระบวนการและลงมือลงไม้ขัดถูกรงด้วยตนเองได้
พนักงานในบริษัทของท่านหลายคน มีสมองใหญ่กว่าลิง เรียนรู้ได้ไวกว่าแยะ อยู่ที่ท่านจะเปิดโอกาสสอนงานให้เขาหรือไม่!?
สื่อนอกบ้าน
นับวัน สื่อนอกบ้าน (Out of Home Media) กำลังมีบทบาทอย่างมาก ในการกระตุ้นความสนใจของผู้พบเห็น วันนี้ก็เลยเก็บภาพสื่อเหล่านี้ ที่น่าสนใจมาให้พิจารณากัน แม้บางป้ายจะหายไปแล้ว แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ ว่าเขาคิดไอเดียเหล่านี้ได้อย่างไร
แม้ภาพยนตร์จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางรายได้ แต่ป้ายสมานฉันท์นี้ก็คงถูกใจใครหลายคน
ต้องชมไอเดียในการดึงความสัมพันธ์ของหน้าต่างมาสร้างความน่าสนใจ 
แม้ภาพยนตร์จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางรายได้ แต่ป้ายสมานฉันท์นี้ก็คงถูกใจใครหลายคน
ต้องชมไอเดียในการดึงความสัมพันธ์ของหน้าต่างมาสร้างความน่าสนใจ เหมือนเจ้าของห้องนี้อยากจะบอกอะไรบางอย่าง!

ป้ายนี้น่าจะสะใจคอหนังประเภทมนุษย์ต่างดาวบุกโลก
เมื่อก่อน ยานอวกาศจอดชนตึกอยู่แถวถนนสี่แยกอโศกสุขุมวิท แต่ตอนนี้บินหายไปไหนแล้วไม่รู้!!!
โฆษณาแพงที่สุดในโลก
ภาพยนตร์ชุดนี้ถูกโปรว่าเป็นโฆษณาที่ดีที่สุดในโลก ด้วยการใช้เทคนิคพิเศษในการถ่ายย้อนกลับหลังให้เห็นวิวัฒนาการของชาติพันธุ์มนุษย์ ได้ข่าวว่าเป็นโฆษณาที่ใช้ทุนมากกว่าร้อยล้านเหรียญ แต่จะช่วยขายผลิตภัณฑ์ได้แค่ไหน ข่าวไม่แจ้ง เพราะผมรู้สึกว่าโฆษณาที่ดีควรมีส่วนเพิ่มยอดขายให้กับสินค้า ไม่ใช่เป็นแค่การกล่าวขวัญถึงมากมาย แต่ขายของไม่ได้
หากมีข้อมูลเรื่องยอดขายมาประกอบเมื่อไหร่ ผมจึงจะเชื่อว่าเป็นโฆษณาที่ดี แต่ตอนนี้ในความคิดของผม เอาตำแหน่งโฆษณาราคาแพงที่สุดในโลกไปก่อนแล้วกัน!!!
หากมีข้อมูลเรื่องยอดขายมาประกอบเมื่อไหร่ ผมจึงจะเชื่อว่าเป็นโฆษณาที่ดี แต่ตอนนี้ในความคิดของผม เอาตำแหน่งโฆษณาราคาแพงที่สุดในโลกไปก่อนแล้วกัน!!!
สวรรค์รอได้ โปรดใส่เข็มขัดนิรภัย
ภาพยนตร์โฆษณาเพื่อสังคม รณรงค์ให้ผู้ขับรถยนตร์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เรื่องนี้คว้ารางวัลจากเวทีประกวดมากมาย เพราะสะท้อนผลลัพธ์ของการใช้เข็มขัดได้อย่างโดนใจผู้ชม
ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ
TCDC หรือ Thailand Creative & Design Center เป็นศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ตั้งอยู่ที่ชั้น 6 บนศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม (สถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงศ์) มีทั้งนิทรรศการที่เกี่ยวกับการออกแบบ และห้องสมุดสำหรับค้นหาความคิดสร้างสรรค์ ให้บริการตั้งแต่วันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.30-21.00 น. (ปิดวันจันทร์) ถ้าตอนนี้ยังไม่ว่างไปแวะเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.tcdc.or.th/home.php
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552
กลยุทธ์ธุรกิจ
การทำธุรกิจก็เหมือนการลงสมัครรับเลือกตั้ง นอกจากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฏหมายระบุแล้ว ก็ต้องมีวิธีที่จะทำให้ประชาชนเลือกเรา สินค้าเองก็ไม่ต่างกัน เมื่อถึงเวลาที่ลูกค้าต้องตัดสินใจซื้อ เราก็ต้องมีวิธีที่จะทำให้ลูกค้า “เจาะจง” เลือกใช้สินค้าของเรา


5. สินค้ามีเรื่องราวที่น่าสนใจ ในขณะที่เศรษฐกิจไม่ดี คนกลับขาดที่พึ่งทางใจ กลับกลายเป็นว่า “ของมงคล” บางอย่างกลับขายดี เช่น แมวกวัก เพราะความเชื่อที่ว่าจะช่วยเรียกเงินทองเข้าร้านได้
6. ขายควบ การขายในสมัยนี้ดูจะไร้ข้อจำกัด ร้านแฮมเบอรเกอร์บางแห่งกลายเป็นฤดูที่ขายดี หากมีของเล่นที่ถูกใจแถมไปด้วย (ซึ่งความจริงราคาของเล่นก็รวมอยู่ในบิลค่าอาหารนั่นแหละ)
9. สร้างเครือข่าย หรือ ขาย แฟรนไชส์ เป็นการลดความเสี่ยงของการลงทุนประการหนึ่ง เพราะการที่ให้ผู้อื่นมาลงทุนในฐานะเป็นเจ้าของร่วมย่อมมีความรับผิดชอบมากกว่าจ้างพนักงานไปขายเอง

11. ประชาสัมพันธ์เป็น เมื่อมีสินค้าหรือบริการแล้วก็ต้องรู้วิธีที่จะทำให้ลูกค้ารู้จัก ไม่ว่าจะเป็นการทำเครื่องหมายมายังร้านค้า การส่งไดเร็คเมล์ หรือการส่งพนักงานออกไปประชาสัมพันธ์
12. ขายถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา จะเห็นว่า ภายในบริเวณ วัด วาอารามหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งในประเทศไทย จะคราคร่ำไปด้วยธุรกิจขายธูป เทียน ดอกไม้ การปล่อยนก ปล่อยปลา เพราะคนส่วนใหญ่มักมาสถานที่เหล่านี้เพื่อกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และทำบุญทำทานอยู่แล้ว
13. ลูกค้ามีส่วนร่วม การขายแบบประเภทลูกค้าทำเอง หรือ Do it your self กำลังเป็นที่นิยม โดยเฉพาะลายสกรีนเสื้อยืดที่ร้านค้าใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผลิตให้ลูกค้าแบบเป็นลายเฉพาะตัวก็ทำได้ หรือแม้แต่ รองเท้า ในเว็บไซต์ http://nikeid.nike.com/ ลูกค้าสามารถเข้าไปเลือกแบบและกำหนดสีและลายของรองเท้าได้ด้วยตัวเอง

14. รับผิดชอบต่อสังคม ผู้ซื้อสินค้าในปัจจุบัน เริ่มเป็นห่วงต่อสภาวะโลกร้อน, ปัญหาสังคม, สภาพแวดล้อม หากธุรกิจทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเงินที่ได้รับมาจะนำกลับมาช่วยฟื้นฟู และลดความกังวลใจของพวกเขา ก็จะทำให้ผู้ซื้ออยากสนับสนุนธุรกิจนั้นอีกต่อไป

17. สร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ กล้วยตากที่เคยเป็นของพื้นบ้าน กลับกลายเป็นสินค้าที่ขายดีบนอินเทอร์เน็ต และเป็นสินค้าที่ขายรวมไปในถังสังฆทานได้

กลยุทธ์หลักมี 2 วิธี คือทำให้เรารู้สึกดีในสายตาของลูกค้า หรือไม่ก็โจมตีคู่แข่งให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราดีกว่า!
วิธีแบบหลัง ยังเป็นที่นิยมกันมากในการเมืองบางประเทศ แต่ในแวดวงธุรกิจเริ่มเกิดความละอายและใช้น้อยลง โดยเฉพาะยุคนี้ธุรกิจต้องคำนึงถึง “ความรับผิดชอบที่องค์กรมีต่อสังคม” ด้วย
วิธีแบบหลัง ยังเป็นที่นิยมกันมากในการเมืองบางประเทศ แต่ในแวดวงธุรกิจเริ่มเกิดความละอายและใช้น้อยลง โดยเฉพาะยุคนี้ธุรกิจต้องคำนึงถึง “ความรับผิดชอบที่องค์กรมีต่อสังคม” ด้วย
สมัยก่อน บริษัทปากกาลูกลื่นแห่งหนึ่ง ลงทุนกว้านซื้อของคู่แข่งจากเอเย่นต์ แล้วเอาไปตากแดดให้หมึกแห้ง จากนั้นนำมาขายคืนกระจายให้กับร้านค้าในราคาถูกๆ พอลูกค้าซื้อไปใช้คุณภาพไม่ดี ก็เลยเลิกซื้อสินค้ายี่ห้อนั้น ทำให้บริษัทฯ คู่แข่งต้องเจ๊งไป
วิชามารแบบนี้ เกือบสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ยิ่งค้าขายในเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เวรกรรมมีจริง ถึงเวลาก็ต้องได้รับผลที่ตนเองก่อ ธุรกิจจึงหันมาใช้วิธีสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตนเอง มากกว่าจะมุ่งทำลายคู่แข่งขันเหมือนในอดีต
ธุรกิจบางที่ใช้วิธีประชานิยม แจกเงินก็ยอม!
ผมเคยเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากทำบัตรเอทีเอ็มแล้ว ธนาคารแห่งนั้นกลัวผมไม่ใช้บริการตู้ฝาก เนื่องจากยุคนั้นยังถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ คนส่วนใหญ่ยังกังวลว่าใส่เงินไปในตู้แล้ว จะเข้าบัญชีของตนหรือเปล่า?
วิธีที่ธนาคารแห่งนั้นใช้คือให้คูปอง (ไม่ใช่เช็ค) 3 ใบ ใบแรกระบุมูลค่า 2 เหรียญ, ใบที่สองมีค่า 3 เหรียญ ส่วนใบสุดท้ายมีราคา 5 เหรียญ คูปองเหล่านี้เอาไปซื้อของ หรือฝากหน้าเค้าน์เตอร์ธนาคารเพื่อขึ้นเงินไม่ได้ มันจะมีมูลค่าเป็นเงินก็ต่อเมื่อ เวลาที่เรานำเงินไปใส่เครื่องเอทีเอ็ม เพื่อฝากในสัปดาห์แรก หากเราฝากเงิน 10 เหรียญ แล้วใส่คูปองใบแรก 2 เหรียญ ในบัญชีเราก็จะมีเงิน 12 เหรียญ แล้วต้องทิ้งระยะไป 7 วัน ฝากเงินครั้งต่อไปให้ใส่ใบที่มีมูลค่า 3 เหรียญ เงินในบัญชีก็เพิ่มขึ้นจากเงินที่เราฝาก 3 เหรียญ อาทิตย์ที่สามถ้านำเงินไปฝากในตู้เอทีเอ็มอีกใส่คูปอง 5 เหรียญ เงินในบัญชีก็จะเพิ่มขึ้นฟรีๆ อีก 5 เหรียญ
สรุปลูกค้าใช้เวลา 3 อาทิตย์ต่อการเรียนรู้วิธีใช้ตู้เอทีเอ็ม 3 ครั้ง ธนาคารแห่งนี้ก็เสียเงินให้ลูกค้าหัวละ 10 เหรียญเท่านั้น ผมเชื่อว่ากลยุทธ์นี้จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าโดยตรง บางทีพวกเขายังช่วยไปหาลูกค้าใหม่มาให้อีก
กลยุทธ์การตลาดที่ดี จึงต้องทำให้ลูกค้าเกิดความ “เสียดาย” ถ้าไม่ได้ใช้มัน ความรู้สึกเหล่านี้ เป็นแนวคิดที่ทำให้ลูกค้าต้องหวนกลับมาใช้บริการซ้ำๆ จนกลายเป็นสาวกในที่สุด
และต่อไปนี้เป็น 20 กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการยุคใหม่จะมองข้ามไม่ได้!
1. ตั้งชื่อให้น่าสนใจ การตั้งชื่อคนยังต้องดูฤกษ์ผานาทีเกิด การตั้งชื่อธุรกิจก็เช่นเดียวกัน นอกจากมีความหมายที่ดีแล้ว ยังต้องเป็นชื่อที่ติดหูและเข้าใจได้ทันที
2. มีเอกลักษณ์จดจำง่าย การใช้รูปเรขาคณิต การใช้สีที่มีความหมาย การสร้างสโลแกนที่มีคำคล้องจอง การใช้คำย่อของบริษัท ล้วนมีผลต่อการสร้างความทรงจำของลูกค้า

3. มีความสอดคล้องกับวัฒนธรรม การขายสินค้านั้น ควรคำนึงถึงเรื่องวิถีชีวิต, ไลฟ์สไตล์ ความเชื่อของประชากรในละแวกนั้นด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสินค้าของที่ระลึกจากจังหวัดต่างๆ

4. ขายในราคาที่ลูกค้าซื้อได้ การที่สินค้าหนึ่งๆ นั้นขายไม่ดี อาจไม่ใช่ปัญหาเรื่องของคุณภาพ แต่เป็นเพราะการตั้งราคาที่ลูกค้ารู้สึกสูงเกินไป อย่างสมัยก่อน ชาเขียวพร้อมดื่มขนาด 500 มล. มักขายในราคาขวดละ 20 บาท ปัจจุบัน ไม่สามารถขายได้แล้ว บริษัทผู้ผลิตบางราย จึงหันไปบรรจุในขวดที่มีขนาดเล็กลงแล้วขายในราคาที่ถูกขึ้น
5. สินค้ามีเรื่องราวที่น่าสนใจ ในขณะที่เศรษฐกิจไม่ดี คนกลับขาดที่พึ่งทางใจ กลับกลายเป็นว่า “ของมงคล” บางอย่างกลับขายดี เช่น แมวกวัก เพราะความเชื่อที่ว่าจะช่วยเรียกเงินทองเข้าร้านได้
6. ขายควบ การขายในสมัยนี้ดูจะไร้ข้อจำกัด ร้านแฮมเบอรเกอร์บางแห่งกลายเป็นฤดูที่ขายดี หากมีของเล่นที่ถูกใจแถมไปด้วย (ซึ่งความจริงราคาของเล่นก็รวมอยู่ในบิลค่าอาหารนั่นแหละ)7. เพิ่มมูลค่า ไม่เพิ่มราคา ลูกค้ามักคาดหวังเรื่องความคุ้มค่า จากการใช้บริการ เช่นการซื้อกล้องแล้วได้รับแถมชุดทำความสะอาด หรือหน่วยเก็บความจำเพิ่ม
8. หาพันธมิตร การลงทุนเช่าพื้นที่ในทำเลที่ดี แม้มีราคาที่สูง แต่หากหาหุ้นส่วนธุรกิจมาเฉลี่ยค่าใช้จ่าย นอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยกันดึงลูกค้าด้วย อย่างเช่นร้านหนังสือบางแห่ง เริ่มแบ่งพื้นที่ให้ร้านกาแฟเช่า
9. สร้างเครือข่าย หรือ ขาย แฟรนไชส์ เป็นการลดความเสี่ยงของการลงทุนประการหนึ่ง เพราะการที่ให้ผู้อื่นมาลงทุนในฐานะเป็นเจ้าของร่วมย่อมมีความรับผิดชอบมากกว่าจ้างพนักงานไปขายเอง10 .ต้องโดดเด่น การออกแบบร้านค้า การสร้างกระบวนการขาย บรรจุภัณฑ์ ต้องทำให้ลูกค้าสะดุดตา และเกิดความสนใจที่จะใช้บริการ

11. ประชาสัมพันธ์เป็น เมื่อมีสินค้าหรือบริการแล้วก็ต้องรู้วิธีที่จะทำให้ลูกค้ารู้จัก ไม่ว่าจะเป็นการทำเครื่องหมายมายังร้านค้า การส่งไดเร็คเมล์ หรือการส่งพนักงานออกไปประชาสัมพันธ์
12. ขายถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา จะเห็นว่า ภายในบริเวณ วัด วาอารามหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งในประเทศไทย จะคราคร่ำไปด้วยธุรกิจขายธูป เทียน ดอกไม้ การปล่อยนก ปล่อยปลา เพราะคนส่วนใหญ่มักมาสถานที่เหล่านี้เพื่อกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และทำบุญทำทานอยู่แล้ว
13. ลูกค้ามีส่วนร่วม การขายแบบประเภทลูกค้าทำเอง หรือ Do it your self กำลังเป็นที่นิยม โดยเฉพาะลายสกรีนเสื้อยืดที่ร้านค้าใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผลิตให้ลูกค้าแบบเป็นลายเฉพาะตัวก็ทำได้ หรือแม้แต่ รองเท้า ในเว็บไซต์ http://nikeid.nike.com/ ลูกค้าสามารถเข้าไปเลือกแบบและกำหนดสีและลายของรองเท้าได้ด้วยตัวเอง
14. รับผิดชอบต่อสังคม ผู้ซื้อสินค้าในปัจจุบัน เริ่มเป็นห่วงต่อสภาวะโลกร้อน, ปัญหาสังคม, สภาพแวดล้อม หากธุรกิจทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเงินที่ได้รับมาจะนำกลับมาช่วยฟื้นฟู และลดความกังวลใจของพวกเขา ก็จะทำให้ผู้ซื้ออยากสนับสนุนธุรกิจนั้นอีกต่อไป
15. ทำตลาดเชิงรุก การนั่งรอลูกค้ามาหาอย่างเดียวนั้น ไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ลูกค้าจะมา แถมระหว่างการเดินทางอาจโดนคู่แข่งโฉบไปก็ได้ ดังนั้นการมี รถขนสินค้าออกไปตระเวณขายตามแหล่งชุมชน หรือโทรศัพท์แล้วบริการส่งสินค้าฟรีถึงที่ จึงจะถือว่าเป็นวิธีการขายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า

16. ส่งเสริมการตลาด มีวิธีมากมายในการกระตุ้นยอดขาย ทั้งลด แลก แจก แถม พาไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่จะใช้วิธีไหน ต้องพิเคราะห์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของลูกค้าด้วย
17. สร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ กล้วยตากที่เคยเป็นของพื้นบ้าน กลับกลายเป็นสินค้าที่ขายดีบนอินเทอร์เน็ต และเป็นสินค้าที่ขายรวมไปในถังสังฆทานได้18. ต้องมีแบรนด์ สิ่งที่ลูกค้าสัมผัสเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ธุรกิจควรสร้าง “คุณค่า” เพราะทันทีที่ลูกค้ารู้สึกได้ ราคาขายของผลิตภัณฑ์จะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

19. ทันสมัยเสมอ ธุรกิจต้องปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยี ทุกวันนี้ ขายน้ำปลายังต้องมีเว็บไซต์

19. ทันสมัยเสมอ ธุรกิจต้องปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยี ทุกวันนี้ ขายน้ำปลายังต้องมีเว็บไซต์

20. ใกล้ชิด ปัญหาส่วนใหญ่ของการดำเนินธุรกิจ เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้ประกอบการ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจ ต้องรู้จักหาวิธีใกล้ชิดและเข้าใจลูกค้าให้มากขึ้น ดังจะเห็นว่าผู้บริหารธุรกิจในองค์กรขนาดใหญ่บางคนต้องลงมาเดินสำรวจตลาดรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าด้วยตัวเอง
ยุทธศาสตร์บนบาทวิถี
การขายของตามทางเดินเท้านั้นถือเป็น “จรยุทธ์การตลาด” ประเภทหนึ่งซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง แต่มีทุนไม่มาก แค่หาเสื่อปูรองนั่ง หรือเข็นรถไปหาทำเลที่มีคนเดินผ่าน ก็ตั้งร้านขายของได้แล้ว แถมบางที่ยังไม่ต้องเสียค่าเช่าอีก
วิธีที่ 2 แปลก การที่จะทำให้คนหยุดสนใจได้นั้น ต้องเป็นสิ่งที่สะดุดตา แม้แต่การเดาะบอล ก็ทำให้มีรายได้ หากมีความสามารถในด้านนั้นอย่างจริงจัง

วิธีที่ 4 แฟรนไชส์ อย่าคิดว่ามีแต่ร้านในห้างฯ เท่านั้นที่สร้างเครือข่ายได้ ถ้าสินค้ามีคนนิยมมากพอ การสร้างแฟรนไชส์ด้วยรถเข็นก็เป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะใช้ทุนไม่มาก สำคัญแต่ว่าต้องรักษามาตรฐานและรสชาติของสินค้าให้มีคุณภาพเดียวกันให้ได้เสียก่อน

วิธีที่ 5 ง่าย การขายแบบแบ่งใส่กล่อง หรือแยกเป็นแพคเก็จไว้จะทำให้ลูกค้าเลือกได้ง่าย ใช้เวลาในการทำธุรกรรม ไม่นาน ทำให้มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่อยู่ตลอดเวลา 
วิธีที่ 6 ลูกค้ามีโอกาสเลือก การขายสินค้าแบบให้ลูกค้ามีส่วนในการเลือก จะช่วยสร้างความพึงพอใจมากกว่า เหมือน พ่อค้าไก่ทอด ที่เพียงติดป้ายไว้ 2 ราคา ว่าปีกชิ้นละ 5 บาท / น่องชิ้นละ 10 บาท แน่นอนว่า แต่ละชิ้นนั้นมีขนาดไม่เท่ากัน เพื่อตัดปัญหาในการเลือกที่รักมักที่ชังกับลูกค้า พ่อค้ารายนี้จึงเปิดโอกาสให้คนซื้อเลือกหยิบเอาตามความพอใจ โดยมีถุงบรรจุห้อยไว้ข้างเสารถเข็น ส่วนเขามีหน้าที่ปรุงให้สุก กับรับเงินค่าสินค้าเท่านั้น
วิธีที่ 7 รวมตัว เขาว่าคนเดียวหัวหาย ดังนั้น ถ้าผู้ขายทั้งหลายรู้จักรวมกลุ่มกันไปขาย สร้างตลาดใหม่ นอกจากจะทำให้บรรยกาศคึกคักขึ้นแล้ว แต่ละร้านยังมีส่วนช่วยเรียกลูกค้าให้มากขึ้นด้วย ผู้ซื้อก็อยากไปเดิน เพราะว่ามีสินค้าให้เลือกเยอะ

วิธีที่ 9 ไม่ธรรมดา แม้ว่าจะเป็นสินค้าทั่วไป แต่ถ้าผู้ขายรู้จักเพิ่มมูลค่าของสินค้าก็จะทำให้เกิดความหลากหลาย และสินค้าที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้ก็จะช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างป้ายขายโรตีของเจ้านี้ หากเป็น “โรตีธรรมดา” จะมีราคาต่ำที่สุด
วิธีที่ 10 หาตลาดใหม่ การขายในที่เดิม นานๆ จะพบแต่ลูกค้าเดิม ทำให้มีข้อจำกัดในการพัฒนาสินค้าและขยายตลาด หากมีเวลาควรหาโอกาสที่จะไปเปิดตลาดใหม่ ซึ่งจะทำให้เจอลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และเกิดแนวคิดที่หลากหลาย รวมทั้งถือเป็นการขยายตลาดไปในตัว
วิธีต่างๆ เหล่านี้ ผู้ประกอบการธุรกิจที่คิดยึดบาทวิถีเป็นร้านค้า สามารถนำไปพัฒนาปรับปรุงให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าสินค้านั้นเหมาะสำหรับใคร และควรจะไปขายให้กับลูกค้านั้นในที่ใด เพราะการขายกลางแจ้งนั้น อากาศมีผลต่ออารมณ์มาก ต้องทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็วที่สุด
ลูกค้ายืนคิดนานเท่าไร โอกาสที่จะขายของได้ยิ่งยากขึ้นไปเท่านั้น!!??
ถึงแม้จะไม่มีค่าเช่าที่ แต่ต้นทุนเรื่องของเวลาและร่างกายก็ต้องคำนึงถึง ดังนั้นไปขายทั้งที จึงต้องมีวิธีเรียกลูกค้าให้ซื้อของ....
สิบกรณีศึกษาต่อไปนี้ เป็นการขายบนบาทวิถี ที่น่าสนใจไม่น้อย....
วิธีที่ 1 เลือกทำเลที่ดี เช่น หน้าปากซอย ติดทั้งถนนใหญ่และถนนซอย โดยเฉพาะถ้าได้หัวมุม ลูกค้าที่เดินต้องชะลอความเร็วลง เพราะระวังรถที่จะเลี้ยวเข้าออก ทำให้มีโอกาสเห็นร้านมากขึ้น โดยเฉพาะซอยในภาพนี้มีสองป้าย ถือว่า 2 IN 1 ใครจะไปซอยแผ้วเจริญ หรือซอยเลิศแก้ว รถเข็นเกี้ยวทอดเจ้านี้เหมาหมด!!
วิธีที่ 2 แปลก การที่จะทำให้คนหยุดสนใจได้นั้น ต้องเป็นสิ่งที่สะดุดตา แม้แต่การเดาะบอล ก็ทำให้มีรายได้ หากมีความสามารถในด้านนั้นอย่างจริงจัง
วิธีที่ 3 ความสด เสน่ห์อย่างหนึ่งของการขายของตามฟุตบาท คือ ความใหม่ในขณะที่ปรุง ลูกค้าจะเห็นกรรมวิธี และเกิดความมั่นใจว่าผู้ขายไม่เอาของเก่าเก็บค้างคืนมาขาย
วิธีที่ 4 แฟรนไชส์ อย่าคิดว่ามีแต่ร้านในห้างฯ เท่านั้นที่สร้างเครือข่ายได้ ถ้าสินค้ามีคนนิยมมากพอ การสร้างแฟรนไชส์ด้วยรถเข็นก็เป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะใช้ทุนไม่มาก สำคัญแต่ว่าต้องรักษามาตรฐานและรสชาติของสินค้าให้มีคุณภาพเดียวกันให้ได้เสียก่อน
วิธีที่ 5 ง่าย การขายแบบแบ่งใส่กล่อง หรือแยกเป็นแพคเก็จไว้จะทำให้ลูกค้าเลือกได้ง่าย ใช้เวลาในการทำธุรกรรม ไม่นาน ทำให้มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่อยู่ตลอดเวลา

วิธีที่ 6 ลูกค้ามีโอกาสเลือก การขายสินค้าแบบให้ลูกค้ามีส่วนในการเลือก จะช่วยสร้างความพึงพอใจมากกว่า เหมือน พ่อค้าไก่ทอด ที่เพียงติดป้ายไว้ 2 ราคา ว่าปีกชิ้นละ 5 บาท / น่องชิ้นละ 10 บาท แน่นอนว่า แต่ละชิ้นนั้นมีขนาดไม่เท่ากัน เพื่อตัดปัญหาในการเลือกที่รักมักที่ชังกับลูกค้า พ่อค้ารายนี้จึงเปิดโอกาสให้คนซื้อเลือกหยิบเอาตามความพอใจ โดยมีถุงบรรจุห้อยไว้ข้างเสารถเข็น ส่วนเขามีหน้าที่ปรุงให้สุก กับรับเงินค่าสินค้าเท่านั้น
วิธีที่ 7 รวมตัว เขาว่าคนเดียวหัวหาย ดังนั้น ถ้าผู้ขายทั้งหลายรู้จักรวมกลุ่มกันไปขาย สร้างตลาดใหม่ นอกจากจะทำให้บรรยกาศคึกคักขึ้นแล้ว แต่ละร้านยังมีส่วนช่วยเรียกลูกค้าให้มากขึ้นด้วย ผู้ซื้อก็อยากไปเดิน เพราะว่ามีสินค้าให้เลือกเยอะ
วิธีที่ 8 ราคาไม่แพง เพราะการที่ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่, ค่าน้ำ, ค่าไฟ ทำให้เป็นที่รู้กันดีอยู่ว่าสินค้าที่ขายตามทางเดินสาธารณะนั้น ส่วนใหญ่ราคาจะไม่สูงมาก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยนิยมซื้อสินค้าแบกะดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัว
วิธีที่ 9 ไม่ธรรมดา แม้ว่าจะเป็นสินค้าทั่วไป แต่ถ้าผู้ขายรู้จักเพิ่มมูลค่าของสินค้าก็จะทำให้เกิดความหลากหลาย และสินค้าที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้ก็จะช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างป้ายขายโรตีของเจ้านี้ หากเป็น “โรตีธรรมดา” จะมีราคาต่ำที่สุด
วิธีที่ 10 หาตลาดใหม่ การขายในที่เดิม นานๆ จะพบแต่ลูกค้าเดิม ทำให้มีข้อจำกัดในการพัฒนาสินค้าและขยายตลาด หากมีเวลาควรหาโอกาสที่จะไปเปิดตลาดใหม่ ซึ่งจะทำให้เจอลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และเกิดแนวคิดที่หลากหลาย รวมทั้งถือเป็นการขยายตลาดไปในตัว
วิธีต่างๆ เหล่านี้ ผู้ประกอบการธุรกิจที่คิดยึดบาทวิถีเป็นร้านค้า สามารถนำไปพัฒนาปรับปรุงให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าสินค้านั้นเหมาะสำหรับใคร และควรจะไปขายให้กับลูกค้านั้นในที่ใด เพราะการขายกลางแจ้งนั้น อากาศมีผลต่ออารมณ์มาก ต้องทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็วที่สุดลูกค้ายืนคิดนานเท่าไร โอกาสที่จะขายของได้ยิ่งยากขึ้นไปเท่านั้น!!??
ร้านหนังสือ

“ร้านหนังสือ” เป็นธุรกิจที่ผมอยากทำตั้งแต่สมัยเด็กๆ เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เลยคิดว่าน่าจะมีความสุขถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบ
ที่สำคัญการสั่งซื้อหนังสือจากเว็บไซต์ต้องใช้เวลาในการขนส่ง

ผมสานฝันนั้นอยู่ช่วงหนึ่ง เมื่อมีโอกาสเซ้งตึกห้องแถว ตรงข้ามเซ็นทรัลปิ่นเกล้าได้ จึงเปิดร้านหนังสือขึ้นทันที ในช่วงนั้น การนำสินค้าเข้าร้านมี 2 วิธีคือ
1. ไปรับจากโรงพิมพ์โดยตรง วิธีนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลาในการไปรับ-ส่งหนังสือเอง
2. ติดต่อร้านจำหน่ายหนังสือที่เป็นสายส่งในละแวกใกล้เคียง วิธีนี้ เปรียบไปแล้วร้านเราก็เป็นเสมือนสาขาหนึ่งของร้านเขา พอขายได้ เขาก็แบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ มีตั้งแต่ 10-20 % แน่นอนว่ากำไรจะน้อยกว่าการไปรับจากโรงพิมพ์โดยตรง แต่ข้อดีก็คือเขาจะมีมอเตอร์ไซต์วิ่งมาเปลี่ยนหนังสือใหม่ให้ทุกวัน ครบ 7 วันก็จะเคลียร์บัญชีกันที โดยต้องมีการวางเงินค่าประกันสินค้า (หนังสือส่วนใหญ่เขาก็รับคืนถ้าขายไม่ได้ แต่บางเล่มที่ผู้อ่านนิยมมากๆ ก็ขายขาด)
ธุรกิจหนังสือ ถ้าทำเนื้อหาดี ย่อมมีคนอ่านติดตามตลอด บางรายมาถามที่ร้านทุกเดือนว่า “ออกหรือยัง?” โดยเฉพาะพวกหนังสือพิมพ์กีฬารายวัน ขับรถผ่านหน้าร้าน เป็นต้องบีบแตร เรียกซื้อทุกทีไป
อย่างไรก็ตามยังมีคนซื้ออีกกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องยืนอ่านพิจารณาเนื้อหาด้านในเสียก่อนตัดสินใจซื้อ (เขาว่าอย่าตัดสินหนังสือแค่ปก) เพราะนอกจากจะมีหนังสือให้เลือกมากขึ้นแล้ว ราคาหนังสือก็มีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย (ยุคนั้น หนังสือพิมพ์รายวันเล่มละ 8 บาท)
อย่างไรก็ตามยังมีคนซื้ออีกกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องยืนอ่านพิจารณาเนื้อหาด้านในเสียก่อนตัดสินใจซื้อ (เขาว่าอย่าตัดสินหนังสือแค่ปก) เพราะนอกจากจะมีหนังสือให้เลือกมากขึ้นแล้ว ราคาหนังสือก็มีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย (ยุคนั้น หนังสือพิมพ์รายวันเล่มละ 8 บาท)
หนังสือบางเล่มจึงตัดสินใจใส่ถุงพลาสติก เพื่อป้องกันการยืนอ่านฟรี ต้องซื้อกลับไปแกะอ่านที่บ้าน เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจได้ เพราะหนังสือบางเล่มก็ถูกทึ้งจนเยิน ถ้าไม่มีลูกค้าซื้อไป คนขายก็เปลี่ยนคืนโรงพิมพ์ไม่ได้ ต้องควักกระเป๋าเข้าเนื้อตัวเอง ร้านหนังสือเล็กๆ บางแห่ง จึงตัดสินใจใส่ถุงนิตยสารที่มีราคาแพงทุกปก เพื่อรักษาสภาพของหนังสือ แต่ผมก็ยังเห็นคนยืนอ่านพาดหัวบนปกก่อนซื้ออยู่ดี
ร้านขายหนังสือในต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะเลือกทำเลใกล้ท่ารถ หรือหน้าตลาด เพราะมีคนเดินพลุกพล่าน แม้ว่าการขายหนังสือแต่ละเล่ม ไม่ได้สร้างผลกำไรให้กับเจ้าของมากมาย แต่ก็ถือว่าเป็น “แม่เหล็ก” ในการดึงคนมามุง เจ้าของร้านส่วนใหญ่ จึงมักหารายได้เสริมด้วยการขายน้ำ ขายบุหรี่ โดยมีแผงล๊อตตารี่เป็นเครื่องเคียง
บางคนหัวใส รับรายได้เสริมด้วยการแทรกใบโฆษณาเข้าไปในหนังสือพิมพ์อีก
ช่วงที่อินเทอร์เน็ตบูมใหม่ๆ ก็มีคนเกรงว่า ธุรกิจหนังสือจะแย่ เพราะคนจะแห่กันไปอ่านข้อมูลในอินเทอร์เน็ตหมด แต่ เจฟฟ์ เบซอส กลับมองวิกฤติเป็นโอกาส เอาอินเทอร์เน็ตมาเป็นร้านขายหนังสือเสียเลย
เพราะเขารู้ดีว่า หนังสือแต่ละเล่มที่มีการตั้งราคาสูงนั้น กำไรครึ่งหนึ่งของราคาปกต้องแบ่งให้กับหน้าร้านขายกับกลุ่มสายส่ง ถ้าตัด “คนกลาง” เหล่านี้ออกไปแล้วขายตรงให้กับผู้อ่าน ก็น่าจะขายในราคาที่ถูกกว่าได้
แนวความคิดนี้ ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่อย่าง บาร์นแอนด์โนเบิล ไม่เชื่อว่า เบซอสจะผลักดัน http://www.amazon.com/ ไปถึงฝั่งได้ เพราะรู้พฤติกรรมว่าคนที่เป็นหนอนหนังสือนั้น ต้องการเวลาในการพิจารณาเนื้อหาหนังสือก่อนซื้อ เขาจึงจัดบริเวณให้คนนั่ง ได้เลือกอ่านหนังสือตามสบายก่อนซื้อ
เพียงห้าปีต่อมา ยอดขายหนังสือในร้านอเมซอนกลับเติบโตขึ้นอย่างพรวดพราด เพราะหนังสือที่พิมพ์จำหน่าย หากเป็นชื่อเรื่องเดียวกันนั้นรูปลักษณ์เก็หมือนกันหมด เมื่อร้านไหนขายถูกกว่า คนก็แห่ไปซื้อหนังสือจากร้านนั้น
เพราะเขารู้ดีว่า หนังสือแต่ละเล่มที่มีการตั้งราคาสูงนั้น กำไรครึ่งหนึ่งของราคาปกต้องแบ่งให้กับหน้าร้านขายกับกลุ่มสายส่ง ถ้าตัด “คนกลาง” เหล่านี้ออกไปแล้วขายตรงให้กับผู้อ่าน ก็น่าจะขายในราคาที่ถูกกว่าได้
แนวความคิดนี้ ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่อย่าง บาร์นแอนด์โนเบิล ไม่เชื่อว่า เบซอสจะผลักดัน http://www.amazon.com/ ไปถึงฝั่งได้ เพราะรู้พฤติกรรมว่าคนที่เป็นหนอนหนังสือนั้น ต้องการเวลาในการพิจารณาเนื้อหาหนังสือก่อนซื้อ เขาจึงจัดบริเวณให้คนนั่ง ได้เลือกอ่านหนังสือตามสบายก่อนซื้อ
เพียงห้าปีต่อมา ยอดขายหนังสือในร้านอเมซอนกลับเติบโตขึ้นอย่างพรวดพราด เพราะหนังสือที่พิมพ์จำหน่าย หากเป็นชื่อเรื่องเดียวกันนั้นรูปลักษณ์เก็หมือนกันหมด เมื่อร้านไหนขายถูกกว่า คนก็แห่ไปซื้อหนังสือจากร้านนั้น
ในที่สุด บาร์นแอนด์โนเบิล ก็ต้องกลับลำ หันมาทำเว็บไซต์ขายหนังสือบ้าง!!
ผมเคยมีประสบการณ์การซื้อหนังสือออนไลน์ ซึ่งมีทั้งรู้สึกดีและเสียความรู้สึกอยู่บ้าง....
ร้านหนังสือออนไลน์ส่วนใหญ่จะมีราคาจำหน่ายถูกกว่าการซื้อจากร้านหนังสือทั่วไป แต่อย่าลืมว่าต้องมีค่าขนส่ง ซึ่งบางร้านเมื่อรวมราคากันแล้วแพงกว่าการใช้บัตรลดสมาชิกอีกด้วย
ที่สำคัญการสั่งซื้อหนังสือจากเว็บไซต์ต้องใช้เวลาในการขนส่งร้านแรกที่ผมซื้อนั้น เมื่อเลือกเล่มที่ต้องการได้แล้ว เขาก็จะมีช่องให้กรอกเลือกโอนเงินบัญชีธนาคาร และทันทีที่โอนเงินเสร็จก็จะมีอีเมลแจ้งได้รับชำระเงิน กล่าวขอบคุณแล้วยังบอกกำหนดการวันที่จะได้รับหนังสือเรียบร้อย เพื่อตัดความกังวลใจในขณะที่ลูกค้าต้องตั้งตารอ
ในขณะที่อีกร้านหนึ่ง หายเงียบไปเลย จนต้องโทรสอบถาม เจ้าหน้าที่จึงจะติดตามเรื่องให้
ผมได้รับหนังสือตรงตามกำหนดที่ร้านหนังสือเจ้าแรกแจ้งไว้
ส่วนอีกร้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่โทรมาขออภัยว่ากำลังสั่งซื้อหนังสือเล่มที่ว่าจากโรงพิมพ์อยู่ หากได้รับเมื่อไรจะรีบจัดส่งให้ทันที !!!
การทำ “อีคอมเมิร์ช” นั้น บางคนบอกว่าเหมือน “จับเสือมือเปล่า” เอาแคตาล็อกสินค้ามาแสกนแล้วรอลูกค้าจ่ายเงินมาก่อน ค่อยไปสั่งซื้อสินค้ามาส่ง นั้นถือว่าเป็น “ความเสี่ยง” ที่ลูกค้าจะได้รับความรู้สึกที่ไม่ดี เพราะเขาถือว่าได้ชำระเงินไปแล้ว ครั้งต่อไปเขาก็จะหันไปใช้บริการร้านค้าอื่นที่ได้รับความสะดวกใจมากกว่า
ทุกวันนี้ ร้านหนังสือออนไลน์ร้านแรกที่มีอีเมลของผม จะเมลมาแจ้งรายการหนังสือใหม่ๆ ให้ผมพิจารณาทุกสัปดาห์ เพราะหวังใจว่า คงมีหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งที่ผมต้องการ จะได้กลับไปใช้บริการของเขาอีก...
อย่างไรก็ตาม การทำร้านหนังสือบนดินก็ถือว่ายังเป็นธุรกิจที่มี “อนาคต” เพราะลูกค้าซื้อสินค้าได้ทันที อีกทั้งยังมีหนังสือใหม่ออกมาต่อเนื่อง อย่างปีพ.ศ. 2551 มีหนังสือปกใหม่เฉลี่ยเข้าร้านถึง 1,112 ชื่อเรื่องต่อเดือน ซึ่งยังถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วถึง 10 เท่า
การทำร้านหนังสือให้อยู่รอด จึงขึ้นอยู่กับการให้บริการของเจ้าของร้านและทีมงานว่าจะ “ขายอย่างไร” ให้ผู้ซื้อประทับใจและหวนกลับมาใช้บริการใหม่....
อย่าคิดว่า ทำงานร้านหนังสือ แล้ว “สบาย” ชีวิตไม่ง่ายอย่างที่เห็น เพราะถ้าจะเริ่มงานในวงการได้ อันดับแรก ต้องมีความรักและสนใจในหนังสือ เช่น หนังสือเล่มนั้นนักเขียนชื่ออะไร เคยเขียนเล่มอื่น ๆ ไว้แล้วบ้างหรือไม่ ผลงานสร้างชื่อคือเล่มไหน นอกจากมีความสนใจหลัก แล้วต้องมีความสนใจรอง เช่น ตนชอบอ่านนิยายมากกว่า แต่ก็ต้องชอบหนังสือแนวธุรกิจหรือพัฒนาตนเองเป็นอันดับรอง ๆ ความสนใจเหล่านี้ จะช่วยให้รู้จักหนังสือกว้างมากขึ้น พอลูกค้าถาม ก็ตอบได้ทันที แบบนี้ลูกค้าจะรู้สึกว่าเป็นผู้ที่มีความรู้จริงในสินค้า
อันดับต่อมา ต้องมีใจรักงานบริการ รู้มาก แต่ไม่กล้าเจรจากับลูกค้า ธุรกิจในฝันอาจพังทลายลงได้ ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส มีสัมมาคารวะ พกมาให้ครบเครื่อง ในร้านหนังสือขนาดใหญ่ ที่มีชั้นวางหนังสือหลาย ๆ ชั้น หนังสือเป็นพันเล่ม เมื่อลูกค้าหาไม่เจอ เราควรพาลูกค้าไปที่ชั้นนั้น ๆ ด้วย เพราะหนังสือที่เคยวางอยู่ อาจโดนขาย หรือย้ายไปโดยที่ไม่มีใครรู้ ทำให้ลูกค้าหงุดหงิดที่เดินไปถามพนักงานแต่ก็ยังไม่ได้เรื่องที่ต้องการอยู่ดี
อันดับต่อมา ต้องมีใจรักงานบริการ รู้มาก แต่ไม่กล้าเจรจากับลูกค้า ธุรกิจในฝันอาจพังทลายลงได้ ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส มีสัมมาคารวะ พกมาให้ครบเครื่อง ในร้านหนังสือขนาดใหญ่ ที่มีชั้นวางหนังสือหลาย ๆ ชั้น หนังสือเป็นพันเล่ม เมื่อลูกค้าหาไม่เจอ เราควรพาลูกค้าไปที่ชั้นนั้น ๆ ด้วย เพราะหนังสือที่เคยวางอยู่ อาจโดนขาย หรือย้ายไปโดยที่ไม่มีใครรู้ ทำให้ลูกค้าหงุดหงิดที่เดินไปถามพนักงานแต่ก็ยังไม่ได้เรื่องที่ต้องการอยู่ดี
นอกจากนี้ความสมบูรณ์และแข็งแรงของร่างกายและจิตใจยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจร้านหนังสือเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น
หนังสือ เล่มเดียวอาจยังไม่หนักมาก แต่เมื่อรวมกันเข้า อย่าเหมาเอาว่า จะมีขนาด หรือน้ำหนักเท่ากันทุกเล่ม หนังสือที่มีขนาดกว้างยาวเท่ากัน จะมีน้ำหนักต่างกันราวสามขีด ถึงครึ่งกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าและชนิดของกระดาษ หากมีร่างกายไม่แข็งแรง ควรหาตัวช่วยอย่าง รถเข็น ที่มักพบเห็นในห้องสมุดก็จะช่วยผ่อนแรงได้มาก อย่าเสี่ยงยกหนังสือคราวละมาก ๆ เพราะอาจทำให้บาดเจ็บได้
ด้านจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญในงานบริการ เพราะเราไม่สามารถเลือกลูกค้าได้ การขายหนังสือนั้น ย่อมมีลูกค้าหลากหลาย เช่นเดียวกับประเภทหนังสือ ยกเว้นว่าจะเปิดร้านขายหนังสือธรรมะเพียงอย่างเดียว เราก็อาจจะได้ลูกค้าที่เจริญสติและมีคุณธรรมสูง แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด เพราะหนังสือประเภทนี้ ยังมีการแจกเป็นธรรมทาน หรือจ่ายตามจิตศรัทธาอยู่
การรับมือกับอารมณ์ของลูกค้า จึงต้องพยายามลดคำถามจากปากลูกค้า เช่น ช่วงนี้หนังสืออะไรขายดี!? เราก็จัดป้ายท๊อปเท็นยอดฮิตหนังสือที่คนซื้อบ่อยไว้ด้านหลังแคชเชียร์ หนังสือเด๊ทโน๊ต อยู่ตรงไหน เราก็ต้องจัดหนังสือแยกเป็นหมวดหมู่ เป็นแนวธุรกิจ, พัฒนาตัวเอง, การ์ตูน ฯลฯ วิธีนี้ก็จะทำให้ลูกค้าหาของที่ต้องการง่าย แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ต้องมีข้อมูลเตรียมพร้อมในกรณีที่ผู้ซื้อมาถามชื่อนักเขียน หรือหนังสือ เราก็จะมีคำตอบให้พวกเขาอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลานำลูกค้าทัวร์ร้าน...
วันนี้ ผมทำหน้าที่ของคนเขียนหนังสือ แต่ถ้าวันหน้ามีโอกาส ก็ยังอยากเป็นเจ้าของร้านขายหนังสืออีก เพราะยังไง หนังสือก็ยังถือว่าเป็นแหล่งความรู้ที่ผู้คนเข้าถึงง่าย และ "ความรู้" ก็เป็น "สินทรัพย์" ที่ใครก็ขโมยไปจากเราไม่ได้....
ความคิดสร้างสรรค์
ใครหลายคนเข้าใจว่าเรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่องของพรสวรรค์ ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
ผมเคยฟัง คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบ ท่านบรรยายว่า”ความคิดสร้างสรรค์” เป็นเรื่องของ “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ แม้ไปฝืนให้ “ไม่มี” ก็ยังทำไม่ได้ด้วย!

ดร. โยชิโร นากามัตส์ นักประดิษฐ์ชาวญี่ปุ่น ผู้มีผลงานมากกว่า 3,000 ชิ้น เปิดเผยว่า ในวัย 14 ปี (ปัจจุบัน 81 ปี : ค.ศ. 2009) เห็นมารดาต้องก้มตัวลงยกน้ำมันก๊าซเพื่อถ่ายลงสู่ภาชนะอีกใบ เขาจึงคิดค้น “เครื่องปั๊มน้ำ” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้มารดา ไม่ต้องใช้แรงมากในการยก
2. ขนาด ถ้า ขนาดเป็นเรื่องไม่สำคัญ คอมพิวเตอร์ประเภท Net Book คงไม่กลายเป็นสินค้าที่กำลังขายดีแซงเครื่องพีซีตั้งโต๊ะที่มีขนาดใหญ่ไปอย่างไม่เห็นฝุ่น โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ มีรูปลักษณ์เพียวบางลง เหมาะสำหรับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องพกพา เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งกับที่
3. วัตถุดิบ การเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบเพื่อการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งก็มีผลในการเพิ่มอรรถประโยชน์ของการใช้ เช่น คีย์บอร์ดเดิมอยู่ในรูปของพลาสติกแข็ง แต่ปัจจุบันก็มีคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ที่ทำจากซิลิโคน ซึ่งม้วนดัดเก็บพกพาได้ง่ายกว่า
4. ดีขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีทำให้ชีวิตมนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยารักษาโรคที่ทำให้คนอายุยืนขึ้น , อินเทอร์เน็ตทำให้การติดต่อสื่อสารรวดเร็วและมีราคาถูกลง หรือแม้แต่การค้าขายที่ต้องอาศัยทำเลที่มีชุมชนหนาแน่น ก็เกิดอีคอมเมิร์ชที่ผู้ซื้อสั่งของได้จากห้องนอนของตนเอง

6.หลากประโยชน์ การซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งนำมาซึ่งอรรถประโยชน์มากมาย ผมนึกถึงมีดพกสวิส ที่ประกอบด้วยไขควงและเครื่องมือช่างต่างๆ โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว นอกจากใช้โทรออกและรับสายเข้าแล้ว ยังมีเครื่องคิดเลข, นาฬิกา, กล้องถ่ายรูป, วิดีโอ,วิทยุ, อินเทอร์เน็ต
7. ผสมผสาน การนำสิ่งของที่มีอยู่เดิม สองชิ้นมาผนวกกันก็เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ๆ ได้ เช่น อินเทอร์เน็ต กับร้านหนังสือ เมื่อรวมกันเข้าก็เกิดร้านขายหนังสือบนโลกออนไลน์ (www.amazon.com) หรือ เมนูอาหาร อย่างข้าวเปล่า กับ แกงเขียวหวาน เดิมเคยเสิร์ฟแยกจานกัน เมื่อนำมาผัดรวมกันก็ได้ “ข้าวผัดแกงเขียวหวาน” , หรือ ทองม้วนข้าวกล้อง, ไอศครีมข้าวกล้องงอก เป็นต้น
8. แปรสภาพ ยุคที่โลกประสบปัญหาความร้อนจนน้ำแข็งขั้วโลกละลาย เพราะขยะจากการบริโภคแบบไม่ยั้งคิดของมนุษย์ ทำให้เกิดเรือนกระจก ความร้อนระเหยออกไปสู่อวกาศไม่ได้ ทำให้เกิดความตื่นตัว หันมาลดการใช้ ส่วนที่ใช้ไปแล้ว ก่อนจะทิ้งก็มาคิดวิธีแปรสภาพนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น เสื้อกางเกงเก่า ถูกนำกลับมาออกแบบเป็นกระเป๋า, ยางรถสิบล้อเมื่อนำเอาเศษผ้ามาขึงก็กลายเป็นโซฟาตัวใหญ่ แม้แต่ตะเกียบที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งก็ถูกนำมาล้างและประดิษฐ์เป็นโคมไฟ การซื้อสินค้าเหล่านี้จึงช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นด้วย


ผมเคยฟัง คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบ ท่านบรรยายว่า”ความคิดสร้างสรรค์” เป็นเรื่องของ “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ แม้ไปฝืนให้ “ไม่มี” ก็ยังทำไม่ได้ด้วย!
เพราะ “ความคิดสร้างสรรค์” เกิดขึ้นจากการที่คนเริ่มเบื่อกับความซ้ำซาก จำเจ (Creativity is born only when you are bored of what already there.) ดังนั้นมนุษย์จึงต้องแสวงหาและสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตมีสีสันขึ้น
การที่เรายังไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาในเวลานี้ อาจเป็นเพราะยังไม่รู้สึกเบื่อสิ่งนั้น หรือรู้สึกเบื่อแล้ว แต่ยังนึกหาวิธีสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่ได้ก็เพราะเราต้องมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มากพอที่จะ “แหวกขนบ” ออกไปสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้
อย่างไรก็ตาม หากต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ยิ่งต้องมี “ความคิดสร้างสรรค์” เพราะ “ความคิดสร้างสรรค์” จะเป็น แรงบันดาลใจ ที่ทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ถ้าทำถูกตลาด ก็จะกลายเป็น “นวัตกรรม”
การที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นได้นั้น ต้องมีพื้นฐานสำคัญมาจาก “ทำแล้วลูกค้าชอบ”
การที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นได้นั้น ต้องมีพื้นฐานสำคัญมาจาก “ทำแล้วลูกค้าชอบ”
ลูกค้าส่วนมากมักไม่พอใจเมื่อตนเองต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจฯ เวลาเจอปัญหา จึงต้องคิดข้ามอุปสรรคเหล่านี้ แทนที่ต้องวุ่นวายใจ ต้องคิดเสียว่า เป็นโอกาสดีที่เราจะมีโอกาส ผลิตสินค้าไปแก้ไขปัญหาให้เขา

ดร. โยชิโร นากามัตส์ นักประดิษฐ์ชาวญี่ปุ่น ผู้มีผลงานมากกว่า 3,000 ชิ้น เปิดเผยว่า ในวัย 14 ปี (ปัจจุบัน 81 ปี : ค.ศ. 2009) เห็นมารดาต้องก้มตัวลงยกน้ำมันก๊าซเพื่อถ่ายลงสู่ภาชนะอีกใบ เขาจึงคิดค้น “เครื่องปั๊มน้ำ” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้มารดา ไม่ต้องใช้แรงมากในการยก
หลายปีมานี้ ผมสังเกตุว่าสินค้าที่เกิดจากพลังความคิดสร้างสรรค์ ก็มีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันอยู่ต่อไปนี้
1. สะดวกสบายขึ้น นับตั้งแต่การเดินทางเรามีการผลิตรองเท้า, จักรยาน, รถยนต์ จนปัจจุบันมีเครื่องช่วยเดินที่พอสวมเข้ากับลำตัวแล้ว จะทำให้เราใช้พลังงานในการเดินน้อยลง แต่ได้ระยะทางที่เพิ่มมากขึ้น
2. ขนาด ถ้า ขนาดเป็นเรื่องไม่สำคัญ คอมพิวเตอร์ประเภท Net Book คงไม่กลายเป็นสินค้าที่กำลังขายดีแซงเครื่องพีซีตั้งโต๊ะที่มีขนาดใหญ่ไปอย่างไม่เห็นฝุ่น โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ มีรูปลักษณ์เพียวบางลง เหมาะสำหรับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องพกพา เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งกับที่
3. วัตถุดิบ การเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบเพื่อการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งก็มีผลในการเพิ่มอรรถประโยชน์ของการใช้ เช่น คีย์บอร์ดเดิมอยู่ในรูปของพลาสติกแข็ง แต่ปัจจุบันก็มีคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ที่ทำจากซิลิโคน ซึ่งม้วนดัดเก็บพกพาได้ง่ายกว่า
4. ดีขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีทำให้ชีวิตมนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยารักษาโรคที่ทำให้คนอายุยืนขึ้น , อินเทอร์เน็ตทำให้การติดต่อสื่อสารรวดเร็วและมีราคาถูกลง หรือแม้แต่การค้าขายที่ต้องอาศัยทำเลที่มีชุมชนหนาแน่น ก็เกิดอีคอมเมิร์ชที่ผู้ซื้อสั่งของได้จากห้องนอนของตนเอง
5. อารมณ์ คนซื้อสินค้าทุกวันนี้นอกจากจะให้ความสำคัญเรื่องประโยชน์ใช้สอยแล้วยังคำนึงถึงเรื่องการออกแบบ (Design) ทางด้านอารมณ์อีกด้วย ทั้งสีสัน, โครงสร้าง และลักษณะการใช้งาน เช่น ทัมป์ไดร์ฟ ที่อยู่ในรูปลักษณ์ของปากกา, สายรัดข้อมือ, ตุ๊กตา จะมีคุณค่าและราคาแพงกว่าทัมป์ไดร์ฟทั่วไป
6.หลากประโยชน์ การซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งนำมาซึ่งอรรถประโยชน์มากมาย ผมนึกถึงมีดพกสวิส ที่ประกอบด้วยไขควงและเครื่องมือช่างต่างๆ โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว นอกจากใช้โทรออกและรับสายเข้าแล้ว ยังมีเครื่องคิดเลข, นาฬิกา, กล้องถ่ายรูป, วิดีโอ,วิทยุ, อินเทอร์เน็ต
7. ผสมผสาน การนำสิ่งของที่มีอยู่เดิม สองชิ้นมาผนวกกันก็เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ๆ ได้ เช่น อินเทอร์เน็ต กับร้านหนังสือ เมื่อรวมกันเข้าก็เกิดร้านขายหนังสือบนโลกออนไลน์ (www.amazon.com) หรือ เมนูอาหาร อย่างข้าวเปล่า กับ แกงเขียวหวาน เดิมเคยเสิร์ฟแยกจานกัน เมื่อนำมาผัดรวมกันก็ได้ “ข้าวผัดแกงเขียวหวาน” , หรือ ทองม้วนข้าวกล้อง, ไอศครีมข้าวกล้องงอก เป็นต้น
8. แปรสภาพ ยุคที่โลกประสบปัญหาความร้อนจนน้ำแข็งขั้วโลกละลาย เพราะขยะจากการบริโภคแบบไม่ยั้งคิดของมนุษย์ ทำให้เกิดเรือนกระจก ความร้อนระเหยออกไปสู่อวกาศไม่ได้ ทำให้เกิดความตื่นตัว หันมาลดการใช้ ส่วนที่ใช้ไปแล้ว ก่อนจะทิ้งก็มาคิดวิธีแปรสภาพนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น เสื้อกางเกงเก่า ถูกนำกลับมาออกแบบเป็นกระเป๋า, ยางรถสิบล้อเมื่อนำเอาเศษผ้ามาขึงก็กลายเป็นโซฟาตัวใหญ่ แม้แต่ตะเกียบที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งก็ถูกนำมาล้างและประดิษฐ์เป็นโคมไฟ การซื้อสินค้าเหล่านี้จึงช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นด้วย 
9. เพิ่มมูลค่าจากของเดิม ผมเคยนั่งแท๊กซี่ไปสนามบินดอนเมือง แท๊กซี่คันนี้ มีป้ายห้อยหลังเบาะคนขับ ว่ามีซีดีเพลง สปา, เพลงสวดมนต์ขาย ก่อนซื้อยังสามารถฟังเพลงตัวอย่างในรถได้อีกด้วย นอกจากได้รับค่าโดยสารแล้ว เจ้าของแท๊กซี่ยังมีรายได้เสริมจากการขายซีดีอีก

10. สร้างตลาดใหม่ เครื่องเล่น wii ที่นินเทโดคิดค้นขึ้น ตอนแรกนั้น ต้องการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ด้วยการทำให้ผู้เล่นมีโอกาสได้เคลื่อนไหวร่างกายแทนการนั่งลุ้นอยู่กับที่ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดีในสถานบำบัดกายภาพและฟื้นฟูร่างกายหรือแม้แต่ “ขิง” ซึ่งเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่ใครก็รับประทานได้ แต่มีผู้ผลิตรายหนึ่งตั้งยี่ห้อว่า ปา-นะ เจาะจงให้ใช้เป็นสินค้าเพื่อการถวายสังฆทานโดยเฉพาะ (มีคำถวายพระ อยู่หลังบรรจุภัณฑ์ด้วย)

ทั้ง 10 แนวทางนี้ เป็นเสี้ยวหนึ่งของวิธีสร้างความคิดสร้างสรรค์

ทั้ง 10 แนวทางนี้ เป็นเสี้ยวหนึ่งของวิธีสร้างความคิดสร้างสรรค์
อุปสรรคสำคัญคือคำว่า “เป็นไปไม่ได้” บางที เราต้องลืมความหมายนี้ไปชั่วคราวเสียก่อน!?!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
