วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Press Clip


นิตยสาร Business.com ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2552

นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552



นสพ. inmarketing ฉบับประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2552

นิตยสาร โอกาสธุรกิจ & แฟรนไชส์ ฉบับประจำเดือน ตุลาคม - พฤศจิกายน 2552

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

รายชื่อสมาชิก รุ่นที่ 1

ประกาศรายชื่อ ผู้สมัครเป็นสมาชิก School of SMEs รุ่นที่ 1 ประกอบด้วย
1. คุณลินดา ทรัพย์คง
2. คุณบังอร จันทร์เกษม
3. คุณเยาวภา สังฆะมงคลกิจ
4. คุณปวีณา ดำสนิท
5. คุณวิภาดา เมฆมุสิก
6. คุณนิจจจารีย์ มนญ์วิเศษ
7. คุณเกสรี ชนะสงคราม
8. คุณปัณรสี ภิญโญ
9. คุณผ่องพรรณ ขันตร์
10. คุณธรวันต์ ตั้งกฤตสิริสุข
11. คุณอารีรัตน์ เอกศิลป์
12. คุณธัญญธร ม่วงมี
13. คุณวิภา สกุลวงศ์
14. คุณวารุณี ชูสง่า
15. คุณศรัญญา ฟักสีม่วง
16. คุณบัวทิพย์ อานมณี
17. คุณพิกุล โยอ่อน
18. คุณธิติพร อานมณี
19. คุณสายบัว เซียงหวอง
20. คุณณัฐวดี ศรีวิเชียร
21. คุณวีรยุทธ สันติกฤษณเลิศ
22. คุณนพพร จิรพินนุสรณ์
23. คุณต่อศักดิ์ พฤกษะริตานนท์
24. คุณพลกฤต บาลมงคล
25. คุณวราเวช จิมากุลโกมล
26. ร้อยเอก เภสัชกรหญิง ประมรรัตน์ รัตนวดีชัยกุล
27. คุณฐิติมา ด่านวิบูลย์
28. คุณธัญสุดา สันติวรากร
29. คุณภัทรพร บุญมาไชย
30. คุณศรัญญา ศรีบุตรดา
31. คุณวัชรพงศ์ ธนโชคชัยอนันท์
32. คุณศิรินันท์ วิเศษการ
33. คุณกัตติกา จันทจิตร
34. คุณกัญญ์วรา สืบสุพันธ์วงศ์
35. คุณพรพิมล เฉลิมลาภ
36. คุณพิมธิดาพัชญ์ จันทร์เพ็ญ
37. คุณจันทร์จิรา จันทร์กระจ่าง
38. คุณชัญญากาญจน์ คชชา
39. คุณวัจนเดช กาญจนากุญชร
40. คุณคมจักร ป้อมขันธ์
41. คุณนภัส อุทัยศรี
42. คุณเบญจภา มีประดิษฐ์
43. คุณปาริฉัตร บุญส่งสิน
44. คุณปิยะนาถ คุ้มผิวดำ
45. คุณพิเชฐ ภู่ทอง
46. คุณพูลผล แพทอง
47. คุณเพ็ญนภา ณ พัทลุง
48. คุณภูริภัทร คุ้มผิวดำ
49. คุณวิลาวัณย์ คงขาว
50. คุณอัมพาพันธ์ ชูเจริญภิญโญ
51. คุณอุทารวดี พิศวงปราการ
52. คุณจิราพร ตุ้มประสิทธิ์
53. คุณนภารัตน์ ศรีแก้ว
54. คุณนิพภา บุยช่วย
55. คุณเนตรน้อง หาญลิพงศ์
56. คุณฉัฏฐมาพร จ้อยจำนงค์
57. คุณพินิต เอี่ยมปิยะ
58. คุณจารุณี พุทธวิศิษฏ์
59. คุณยุภาภรณ์ วัชรเสถียร
60. คุณนภาพร ลิมปะพันธ์
61. คุณอริสรา จานัน
62. คุณจักรกฤษณ์ หล่อคุณธรรม
63. คุณประกาศิต นันทคุปต์ธำรง
64. คุณศศิพงศ์ รัตนสิทธากุล
65. คุณสรัญญา สุขเพิ่ม
66. คุณอภิปก สุทรวร
67. คุณธีรวัต นาจาย
68. คุณวชรินทร์ พอกเพิ่มดี
69. คุณสุจิตรา นาคประสงค์
70. คุณวนิษฐา สามภักดี
71. คุณรัตติยาภา เมฆแจ้ง
72. คุณอนุภัษฎ์ ฉัตรมณีสุวรรณ์
73. คุณกัณหา ประทุมทอง
74. คุณวาทินี เพ็งเที่ยง
75. คุณวราวรรณ ศรีสำรวจ
76. คุณยุภา สมเกีรติ
77. คุณนนทสรวง ภู่หริย์วงศ์สุข
78. คุณกมลพร เซี่ยงว่อง
79. คุณก้องหล้า วุฒิอารีย์
80. คุณบุญชัย สิทธาจารุวัฒน์
81. คุณนันทนัช หงษ์โต
82. คุณจิราวดี อุธิโท
83. คุณอิสรพัน บุนนาค
84. คุณณิชาภา ชิณฤทธิ์
85. คุณวิสิทธิ์ เพลินทรัพย์
86. คุณชินาพัณณ์ ขวัญพิเชษฐ์สกุล
87. คุณปวีณา ด้วงอุไร
88. คุณวรฤชัย สุภัทรเกียรติ
89. คุณพันธ์ทิพย์ ทิวเจริญ
90. คุณรุ่งโรจน์ ลัคนากุล
91. คุณจิราภรณ์ บุญญาภิสมภาร
92. คุณปุญชรัสสิ์ มหัทธนะอานนท์
93. คุณขวัญชนก ฉายประเสริฐศิลป์
94. คุณศรุชา ปัญญามัง
95. คุณธวัชชัย ชมพูพาน
96. คุณภวัต ดำรงเกียรติ
97. คุณบุญธิดา คงสมบูรณ์
98. คุณสุธิดา สงวนศักดิ์ภักดี
99. คุณสุภศักดิ์ พงษ์เพชรากรณ์
100. คุณนันทวรรณ นาสวน
101. คุณกนกอร ยืนยงรัตนากุล
102. คุณกันตนา แห่งพิษ
103. คุณอัญชณา ทรัพย์สว่าง
104. คุณวราภรณ์ ภิรมย์พูล
105. คุณรินทร์ลภัส จักร์เพ็ชร
106. คุณจินตนา มาอนันต์
107. คุณกิตติศักดิ์ เตชะพิเชฐวนิช
108. คุณวลีรัตน์ ว่องไวพาณิชย์
109. คุณธิดากร ก้อนจันเทศ
110. คุณจารุณีย์ ตั้งตระกูลภักดี
111. คุณสรลักษณ์ ใสเกื้อ
112. คุณบุญฑริกา วาทิกทินกร
113. คุณธีรภัทร์ แสงงาม


วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

รับสมัครสมาชิก

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 น. สถาบันพัฒนาทรัพยากรความรู้ Knowledge Development Resources Institute (KDRi) โดย อาจารย์เจิดศิริ สุขเสริม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรความรู้ Chief Knowledge Officer (CKO) ได้นำทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญธุรกิจแขนงต่างๆ เปิดหลักสูตร ภายใต้แนวคิด ศูนย์การค้าแห่งความรู้ Department Store of Knowledge โดยจะมีกิจกรรม สนับสนุนด้านความรู้ ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งการจัดอบรม และส่งอีเมลสาระเรื่องต่างๆ ให้กับสมาชิก
โอกาสนี้ ทางสถาบันพัฒนาทรัพยากรความรู้ จะเปิดรับสมัครสมาชิกรุ่นแรก (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2552 เพียงท่านส่งข้อมูลที่สมบูรณ์เกี่ยวกับท่าน ดังต่อไปนี้
1. ชื่อ-นามสกุล…………
2. ที่อยู่..................
3. หมายเลขโทรศัพท์……………………
4. อีเมล……………………..
5. ลักษณะของธุรกิจที่ดำเนินงาน…………………..
6. หัวข้อการอบรมที่ท่านสนใจ.......................
7. ปัญหาทางธุรกิจที่ประสบอยู่......................หรือในกรณีเริ่มต้น อยากทำธุรกิจอะไร.........................
กรอกข้อมูลให้ครบแล้วส่งอีเมลมาที่ thaimarketonline@gmail.com เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้เป็นสมาชิกของสถาบันโดยจะได้รับข่าวสารรวมถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งจะแจ้งให้ทราบภายหลัง พิเศษสุด สำหรับท่านที่ส่งรายชื่อไว ในลำดับที่ 1-2-3 เรามีของสมนาคุณเป็นหนังสือ “ครีเอทีฟไล่ควาย” อภินันทนาการจัดส่งถึงบ้านให้คนละ 1 เล่ม

ส่วนท่านที่ได้ลำดับที่ 9-19-29 ก็จะได้รับหนังสือ “ครีเอทีฟไล่ควาย” จัดส่งถึงบ้านฟรีอีกเช่นเดียวกัน ...(รายชื่อผู้โชคดี และรายชื่อสมาชิกจะประกาศให้ทราบผ่านเว็บไซต์นี้)

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

โน๊ตบุ๊คหาย

ยุคที่อะไรก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่คุณคิดว่า "ใช่" อาจจะไม่ใช่ก็ได้ เหมือน รถราที่เห็นวิ่งกันขวักไขว่ ถ้าใครไปดูหนัง ทรานฟอร์เมอร์ ก็คงอดคิดไม่ได้ว่า เป็นหุ่นยนต์จากนอกโลกปลอมตัวมาหรือเปล่า วันนี้มีคลิปวิดีโอน่าสนใจเกี่ยวกับ วิวัฒนาการของ โน๊ตบุ๊ค ดูแล้ว อย่าตกใจ ว่า เอ๊ะ บางทีทำงานค้างไว้ แล้วมันหายไปไหน

Transformers in Disguise - The funniest bloopers are right here

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

ถนนคนเดิน

ช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว ทำให้ย่านการค้าหลายแห่งเริ่มแสดงความ “คึกคัก” ขึ้นมาอย่างออกนอกหน้า ไม่เว้นแม้แต่ แหล่งทำมาค้าขายบนถนน ริมฟุตบาท ที่นิยามกันว่าเป็นตลาด “ถนนคนเดิน” หรือ วอล์คกิ้ง สตรีทที่เคยเงียบเหงาไป กลับมามีสีสันต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการธุรกิจหน้าใหม่ ที่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปวางสินค้าขายในห้าง!


ว่าไปแล้วการลงทุนทำการค้าบนถนนแบบ วอล์คกิ้ง สตรีท เป็นการเริ่มต้นฝึกการค้าที่ง่ายที่สุด เพราะมีต้นทุนต่ำ หนำซ้ำหลายสถานที่ยังไม่มีการเก็บค่าเช่า สำหรับคนไอเดียดีๆ ที่มีผลิตภัณฑ์หรือ แนวคิดด้านธุรกิจที่น่าสนใจจะเข้ามาหารายได้ เพราะทางผู้จัดเองก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาเดินจับจ่าย ซึ่งได้ผลดีกว่าการทุ่มงบโฆษณาแล้วปรากฏว่า คนมาแล้วไม่มีอะไร “แตกต่าง” จากที่อื่น...

การค้าแบบ “ถนนคนเดิน” จึงต้องมีสิ่งที่พิเศษจากศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศเปิดโล่ง, การแสดงดนตรีกลางถนน, สินค้าที่น่าสนใจ หาไม่ได้จากที่อื่น หรือแม้แต่ “สอนอาชีพ” ที่ไม่ธรรมดา


ผมไปเดินตลาด “ถนนคนเดิน” ครั้งล่าสุด (11 กย. 52) ที่แหลมแท่น บางแสน จังหวัดชลบุรี ซึ่งเริ่มได้รับความนิยม ยิ่งดึกคนยิ่งคึกคัก แต่สิ่งที่สังเกตุเห็นได้ก็คือ พ่อค้า แม่ขาย ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยละอ่อน บางคนมาร้องรำทำเพลง หาเงินเพื่อออกค่ายทั้งชุดนักเรียน นักศึกษา , บ้างเล่นระนาด, รำลาวกระทบไม้ หรือแม้แต่วาดฉากขึ้นมาแล้วรับถ่ายภาพ ล้วนเป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ บางที เรื่องของตลาดนัดแบบ วอล์คกิ้ง สตรีท หากมองข้ามเรื่อง “จำนวนคนที่มาเดิน” มองข้ามเรื่องของ “ยอดขาย”
แค่เป็น “ทำเล” ให้เยาวชนไทยมีสนามไว้ฝึกความคิด สร้างสรรค์ และใช้เวลาว่างเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ รู้จักทำมาหากิน เพียงเท่านี้ ก็คุ้มค่ากับการจัดงาน “วอล์คกิ้ง สตรีท ” แล้วครับ
ว่ามาทั้งหมดนี่ เผื่อจะเป็น "ไอเดีย" ให้ผู้เกี่ยวข้อง บรรจุเข้าไปอยู่ในแผน "ครีเอทีฟ ไทยแลนด์" ที่อุตส่าห์ตั้งงบไว้ตั้ง 2 หมื่นล้าน

กีฬาช่วยให้ร่างกายคนแข็งแรง ดนตรีช่วยกล่อมเกลาจิตใจ

อาหารทะเลชุปแป้งทอด ของโปรดของใครหลายคน


ปลาหมึกชุปแป้งทอด ตัวละ 45 บาท ขายดีจนแม่ค้าหั่นไม่ทัน

กิจกรรมบนเวที สีสันที่ขาดไม่ได้บนถนนคนเดิน

ทั้งผู้ซื้อผู้ขาย ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยโจ๋ ว่ากันว่าช่วงที่ มหาวิทยาลัยบูรพาปิดเทอม ทำเอาตลาดแห่งนี้เหงาไปเหมือนกัน!

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เครื่องพับเสื้อยืด

วันที่ 12 กันยายน 2552 ผมมีบรรยายเรื่อง "ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม" ที่มหาวิทยาลัยบูรพา จำได้ว่า ครั้งก่อนมีคนถามเรื่องของ "ทุน" เพราะการคิดสิ่งใหม่ๆ นั้นมีโอกาสที่จะล้มเหลวและสำเร็จได้ในเปอร์เซ็นต์ที่เกือบจะเท่ากัน
วันนี้ ผมมีตัวอย่างแนวความคิดที่ไม่ต้องใช้ทุนมาก โดยนำเอาเศษกระดาษกล่องที่ดูเหมือนจะไร้ค่า เพียงแค่เติมไอเดียเข้าไปเล็กน้อย เราก็สามารถทำให้สิ่งที่จะกลายเป็นขยะมีค่าขึ้นมาได้

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ความจำเป็นของที่ปรึกษาธุรกิจ

มีคำถามว่า "ที่ปรึกษาธุรกิจ" มีความจำเป็นแค่ไหน ?!

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ผมอยากให้ดู อนิเมชั่น เรื่อง Reach ในความหมายของคำนี้มีได้ทั้งสองแง่ คือ การไปถึงกับบรรลุ



ถ้าดูการ์ตูนสั้นนี้จบแล้วน่าจะได้คำตอบว่า "ที่ปรึกษาธุรกิจ" มีความจำเป็นหรือไม่ ? อนิเมชั่นเรื่องนี้ว่าด้วยหุ่นยนต์ที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เป้าหมายของหุ่นตัวนี้อยู่ที่นกน้อยที่เกาะนอกหน้าต่าง แต่การเดินทางเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งเรื่องข้อจำกัดของความยาวสายไฟ, ขนาดของเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้า แม้มันจะพยายามเต็มแรง ฉุดจนเครื่องกำเนิดพลังงาน เคลื่อนที่ตาม แต่มันก็ไม่สามารถบรรลุถึงจุดหมายที่ต้องการได้ เพราะ........

"น๊อตสกรู" ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งซึ่งไปขัดทางเดินของเครื่องกำเนิดพลังงาน

ความพยายามของมันจึงสูญเปล่า!!!!

อุปสรรคเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามไป สามารถทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ล้มละลายมานักต่อนักแล้ว

ไม่ต่างจากการประกอบธุรกิจของ SMEs ไทยทุกวันนี้ที่ผมไม่เถียงว่า มีความขยันขันแข็ง ไม่แพ้ชนชาติใดในโลก อย่างเดียวที่ขาดคือ "ความเฉลียว" ที่ "เอ๊ะ...ทำไมเราพยายามขนาดนี้ มันจึงยังไม่สำเร็จสักที"!!

หากฉุกคิดตรงนี้ได้เมื่อไหร่....แล้วกลับไปหาคำตอบด้วยตัวเองได้

ความจำเป็นของที่ปรึกษาก็น้อยลง เสียดายว่า การมองแต่เพียงมุมภายในนั้น ทำให้ขาดข้อมูลรอบด้าน การได้ที่ปรึกษาซึ่งมีความเชี่ยวชาญ มาวินิจฉัยโดยไม่มีอคติ จะทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นปัญหาอย่างครอบคลุมมากขึ้น

บางครั้งการขยันตัดไม้อย่างต่อเนื่องกัน 9 ชั่วโมงนั้น ได้จำนวนปริมาณของไม้น้อยกว่าคนที่ตัดเพียง 3 ชั่วโมง เพราะเวลาอีก 6 ชั่วโมง เขายอมเสียไปกับการลับขวานให้คมเสียก่อนลงมือ!!!

เช่นเดียวกับถ้าเจ้าหุ่นตัวนี้ยอมหันหลังกลับไปพิจารณาว่าอะไรทำให้การเคลื่อนที่ของเครื่องกำเนิดพลังงานฝืดเคืองกว่าเดิม แล้วพบปัญหา ดำเนินการแก้ไข ภารกิจของมันก็จะดำเนินต่อไปได้

แต่ถ้าเกิดปัญหาแล้วมัวแต่โทษคนอื่น โทษสถานการณ์ภายนอก โดยไม่สนใจความคิดเห็นของผู้หวังดี มีทิฐิมานะไป ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การหาที่ปรึกษาธุรกิจให้เข้ามาแก้ไขปัญหานั้น ก็ต้องรู้จักเลือก "คุณภาพ"

ที่ปรึกษาธุรกิจที่ดีจึงต้องมีความเข้าใจในธุรกิจที่ผู้ประกอบการดำเนินงานอยู่อย่างแท้จริง โดยนอกจากได้รับข้อมูลภายในจากผู้ประกอบการ แล้วก็ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ ปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ที่สำคัญ ผู้ประกอบการก็ต้องให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง

เพราะการ "ลับขวานผิดด้าน" ก็เป็นการเสียเวลาโดยใช่เปล่าอีกเช่นกัน....

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โซเชียล เน็ทเวอร์ค กับอัมพวา มาร์เก็ตติ้ง

ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงสังคมเครือข่าย หรือ Social Network โดยเฉพาะบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่กลายเป็นประเด็นร้อน จากกระแสการเมือง จนมาถึงปัจจุบันที่นักการตลาดยุคไอที กำลังนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ลดต้นทุน กระตุ้นยอดขาย แต่จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ลองเทียบเคียงรูปแบบ “ความสำเร็จ” กับโมเดลการตลาดที่ “อัมพวา” จะพบว่ามี 5 C ที่คลับคล้ายคลับคลาราวแฝดคนละฝาทีเดียว
1. Community

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้นำ และชุมชน คือรากฐานที่แข็งแรงที่สุดของสังคมเครือข่าย จะเห็นได้ว่า เว็บไซต์ไมโครบล็อก อย่าง www.twitter.com นั้นเริ่มต้นมีชื่อเสียงก็เพราะ ดาราฮอลลีวู้ด แอชตัน คุชเชอร์ ท้าประลองว่า หากตนทำทวีตเตอร์แข่งกับ ซีเอ็นเอ็น สำนักข่าวระดับโลกแล้ว ใครจะมีผู้ติดตาม (follower) ถึงล้านคนก่อนกัน ผลปรากฏว่า ดาราหนุ่มเป็นฝ่ายมีชัย เลยกลายเป็นข่าวดังทั่วโลก ทั้งนี้ก็เพราะเป็นธรรมเนียมของดารา ที่มีแฟนประจำอยู่แล้ว พวกเขาย่อมอยากทราบความเคลื่อนไหวของดาราคนโปรด ยิ่งเป็นการสื่อความโดยตรงจากเจ้าตัวเอง ไม่ต้องคัดกรองจากสื่ออื่นๆ ก็ยิ่งเกิดความน่าเชื่อถือ ในทำนองเดียวกับที่อัมพวา ต้องยอมรับว่าผู้นำชุมชนเป็นคนทันสมัย เปิดกว้างยอมรับความคิดเห็นใหม่ๆ และมีอำนาจในการโน้มน้าวใจให้ชุมชนคล้อยตาม มองเห็นเป้าหมายเดียวกัน และที่สำคัญ ลงสำรวจพื้นที่ ออกข่าวให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเองเสมอ โดยไม่ต้องเปลี่ยนโฆษกให้เสียเวลา!


ความร่วมมือของชุมชนมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประสบความสำเร็จ
2. Communication

จะเห็นได้ว่าหลักการของ Web 2.0 ประการหนึ่งก็คือเรื่องของการติดต่อสื่อสาร ผู้ที่เข้ามาอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์สามารถที่จะส่งสาร หรือสร้างเรื่องราวบนเว็บนั้นได้เช่นเดียวกันกับเจ้าของเว็บ และเนื้อหาเหล่านั้นก็มักจะไปในเรื่องราวเดียวกัน (แม้รายละเอียดปลีกย่อยอาจแตกต่างกันบ้าง) เปรียบเหมือน “อัมพวา” ที่ว่าด้วยการหวนรำลึกอดีต ดังนั้นการตกแต่งร้านรวงส่วนใหญ่ก็ยังเน้นเรื่องความเป็นวันวาน ตลาดน้ำ หรือการที่ผู้มาเยือนต้องการสินค้าเฉพาะแบบที่ตนต้องการ ที่นี่ก็มีให้บริการ เช่นการถ่ายภาพที่ระลึก, การเขียนโปสการ์ด, การสลักลายชื่อในเครื่องประดับย้อนยุค การสื่อสารของผู้ที่เกี่ยวข้องในสังคมนี้จึงต้องเป็นภาษาที่ “รู้เรื่อง” เข้าใจความหมายตรงกัน แตกต่าง (เหมือนลายเสื้อยืดคำว่าอัมพวาที่มีหลายลักษณะ) แต่ไม่แตกแยก!

รูปแบบลายเสื้อยืด อัมพวา ที่มีให้เลือกนับพันลาย

รับถ่ายรูปโปสการ์ด ค่ากดชัตเตอร์ 35 บาทเอง !


3. Characteristics

การสร้างลักษณะเฉพาะถือเป็นสิ่งสำคัญ จะเห็นว่า เว็บ โซเชียล เน็ทเวอร์ค ที่มีผู้ติดตามมากๆ นั้นจะมีเอกลักษณ์ เรื่องราวเฉพาะกลุ่ม เช่น http://keng.com/ เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ E- Marketing หรือ Digital Content หรือ http://schoolofsme.com/ จะเป็นเรื่องการตลาด การบริหารธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SMEs เช่นเดียวกับ อัมพวา ที่พยายามดึงลักษณะพิเศษของคนในชุมชน เช่น บ้านครูเอื้อ สุนทราภรณ์, หิ่งห้อย, ของโบราณ การรวมกลุ่มกันจัดร้านในสไตล์ตลาดโบราณ มาเป็นจุดขาย ซึ่งหาชมไม่ได้จากสถานที่อื่นๆ เว็บโซเชียลก็เช่นเดียวกัน แม้จะเป็นของฟรี สร้างได้อย่างง่ายดาย แต่การที่จะให้มีผู้ติดตาม (Follower) อย่างเหนียวแน่นนั้นก็ต้องมี “จุดยืน” ที่เป็นประโยชน์ จะมาแค่บอกเล่ากิจวัตร ตื่นกี่โมง นอนกี่โมง เหมือนชาวบ้านปกติเขา สาวกก็คงลดน้อยถอยลงทุกวัน ต่อให้เป็นคนดังระดับไหนก็ตาม


บ้านครูเอื้อ สุนทรสนาน คีตกวีเอกแห่งสยาม อยู่ที่อัมพวา แวะชมผลงานอมตะของท่านได้ที่นี่!

4. Connect

จุดเด่นของเว็บโซเชียลเน็ทเวอร์คประการหนึ่ง คือมีโปรแกรมเชื้อเชิญผู้มาเยือน โดยจะส่งอีเมลไปยังผู้ที่เราเคยส่งอีเมล พร้อมแจ้งถึงเว็บสังคมที่เพิ่งเปิดขึ้น ทำให้มีผู้ติดตามและเข้ามาเยี่ยมชมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาไปโพสต์กระทู้ หรือทำ เว็บให้ขึ้นอันดับต้นๆ ของเว็บค้นหา (เสิร์ชเอ็นจิ้น) ซึ่งไม่ต่างจากอัมพวา เมื่อชุมชนพร้อมที่จะต้อนรับอาคันตุกะ ก็จะมีคณะทำงาน ประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบต่างๆ โดยเชื่อมกับเครือข่ายภายนอก เช่น การจัดกิจกรรมประกวดภาพถ่าย อัมพวา ปรากฏว่าต้นปีที่ผ่านมามีผู้ส่งเข้าประกวดถึง พันกว่ารูป


ป้ายประชาสัมพันธ์บอกกล่าวแก่ผู้มาเยือนถึงกิจกรรมครั้งต่อไป ซึ่งยังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง


5. Commerce

จะเห็นว่าเรื่องการพาณิชย์จะกลายเป็นเรื่องท้ายๆ ที่เว็บโซเชียล เน็ทเวอร์คคิด เพราะเจ้าของไอเดียที่ทำเว็บเหล่านี้ขึ้นมานั้น จุดประสงค์แรกคือการแบ่งปันข้อมูลให้กับผู้สนใจเรื่องเดียวกัน ได้ติดตามความเคลื่อนไหว ส่วนภายหลังใครจะไปประยุกต์ใช้ทำมาหากินก็คงเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ไม่ต่างจากอัมพวา นอกจากร้านรวงที่ขายสินค้า อัมพวายังมีสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ที่ให้ความรู้เรื่องมะพร้าว , การสาธิต ประดิษฐ์สิ่งของอีกมากมาย ซึ่งเป็นบริการฟรี ที่สำคัญคือ “ความเป็นมิตร” ใครอยากจะถ่ายรูปร้านไหน ส่วนใหญ่ก็ไม่ห้าม แต่ถ้าหากใครไปเดินตามศูนย์การค้าแล้วถือกล้องไปกดภาพ เก็บความประทับใจไว้ คงถูก หน่วยรักษาความปลอดภัยห้างขับไล่ เพราะระแวงว่า “คู่แข่ง” จะมาเก็บข้อมูลการค้าอย่างแน่นอน ทั้งที่ การค้าอย่างแท้จริงคือการสร้างมิตรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ พ่อค้าแม่ขายอัมพวาคงได้รับการอบรมเรื่อง “เมตตามาร์เก็ตติ้ง” มาบ้าง พวกเขาจึงไม่ยัดเยียดขายสินค้า ลุงแว่นที่ขายข้าวแต๋น จะเรียกให้ชิมฟรี , คนสีไวโอลินก็ตั้งใจทำเพลง โดยไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะมาซื้อซีดีที่เขาบรรเลงหรือไม่, ราคาขายสินค้าก็อยู่ในระดับที่ลูกค้าส่วนใหญ่พึงพอใจจ่าย

พิพิธภัณฑ์มะพร้าว มุ่งให้ความรู้และสาระประโยชน์แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม โดยไม่คิดค่าบริการ

ใครใคร่ถ่าย ถ่ายได้ เจ้าของร้านไม่หวง ร้านสมานการค้ากับตำนานกาแฟโบราณริมคลอง....อัมพวา

การทำเว็บโซเชียลเน็ทเวอร์คให้ประสบความสำเร็จ จึงควรจะเป็นการเล่าความประทับใจจากการใช้บริการของร้านค้านั้นๆ , ความรับผิดชอบของเจ้าของผลิตภัณฑ์, คำแนะนำวิธีใช้ที่ทำให้สินค้าเกิดประโยชน์มากที่สุด เนื้อหาที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นประโยชน์เหล่านี้ จะทำให้ผู้เยี่ยมชม อ่านแล้วรู้สึกว่าตนอยากใช้สินค้า โดยไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด เปรียบเหมือนตลาดน้ำอัมพวาทุกวันนี้ แม้ช่วงเสาร์อาทิตย์ จะหาที่จอดรถยากสักปานใด ก็ยังเห็นคนขับไปเยือนอยู่ไม่ขาดสาย เหมือนกลุ่มผู้ติดตาม (follower) ที่นับวันดูเหมือนจะมากขึ้น เพราะการเล่าขานด้วยปากต่อปาก (Viral Marketing) อย่างไม่รู้จบ.....

พลังแยะ

ยุคเศรษฐกิจชะลอตัว หนังโฆษณา จะพาเราหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะถ้าช่วยให้คลายเครียดได้ ก็จะมีคนพูดถึงหนังชุดนี้มาก และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างไอเดียของคนโฆษณาอารมณ์คัน

ลิงยังสอนได้

แม้ว่าทุกวันนี้องค์กรธุรกิจจะยอมรับแล้วว่า "มนุษย์" เป็น "ทรัพยากร" อันมีค่า ที่ควรจะดูแล รักษาไว้ แต่ไหง เวลาที่บริษัทฯ ประสบปัญหาขาดทุน จึงใช้มาตรการไล่คนออกเป็นอันดับแรก

จริงอยู่ว่า จะช่วยลดรายจ่ายได้ทันที แต่คิดหรือเปล่าว่าเวลาที่บริษัทฯ เกิดต้องการคนขึ้นมาจริงๆ ใครเขาอยากจะกลับมาช่วยทำงานให้อีก การให้พนักงานลาออกจึงควรเป็นมาตรการสุดท้ายที่จำเป็นจริงๆ และควรมีขั้นตอนของการจากกันด้วยดี เพราะอุตส่าห์ร่วมทุกข์ร่วมสุขฝ่าฟันกันมา บางที่เขาจัดห้องให้ปรึกษากับนักจิตวิทยา พร้อมหางานใหม่ให้พนักงานด้วย

ดังนั้น ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนนั้น หากบริษัทฯ ประสบปัญหาขาดทุน รายได้ลดจริงๆ ก็ควรต้องมาประชุมว่าสาเหตุเกิดจากอะไร บางครั้งเป็นเพราะพนักงานขาดความรู้ ขาดความเข้าใจ ในธุรกิจ ก็ต้องจัดอบรม เรียกขวัญ ปลุกกำลังใจ จะไปขายของให้ลูกค้าก็ควรมี "คู่มือขาย" (Sale Kit) ไม่ใช่จ่ายเงินเดือนแล้วก็ให้พนักงานไปเรียนรู้ด้วยตนเองทุกอย่าง ซึ่งนอกจากจะเสียเวลา เสียเงินเดือนโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ธุรกิจก็ยิ่งขาดทุน

ลิงชิมแปนซีในสวนสัตว์ เห็นคนทำความสะอาด มันยังเริ่มเรียนรู้กระบวนการและลงมือลงไม้ขัดถูกรงด้วยตนเองได้

พนักงานในบริษัทของท่านหลายคน มีสมองใหญ่กว่าลิง เรียนรู้ได้ไวกว่าแยะ อยู่ที่ท่านจะเปิดโอกาสสอนงานให้เขาหรือไม่!?

สื่อนอกบ้าน

นับวัน สื่อนอกบ้าน (Out of Home Media) กำลังมีบทบาทอย่างมาก ในการกระตุ้นความสนใจของผู้พบเห็น วันนี้ก็เลยเก็บภาพสื่อเหล่านี้ ที่น่าสนใจมาให้พิจารณากัน แม้บางป้ายจะหายไปแล้ว แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ ว่าเขาคิดไอเดียเหล่านี้ได้อย่างไร

แม้ภาพยนตร์จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางรายได้ แต่ป้ายสมานฉันท์นี้ก็คงถูกใจใครหลายคน

ต้องชมไอเดียในการดึงความสัมพันธ์ของหน้าต่างมาสร้างความน่าสนใจ
เหมือนเจ้าของห้องนี้อยากจะบอกอะไรบางอย่าง!

ป้ายนี้น่าจะสะใจคอหนังประเภทมนุษย์ต่างดาวบุกโลก
เมื่อก่อน ยานอวกาศจอดชนตึกอยู่แถวถนนสี่แยกอโศกสุขุมวิท แต่ตอนนี้บินหายไปไหนแล้วไม่รู้!!!

โฆษณาแพงที่สุดในโลก

ภาพยนตร์ชุดนี้ถูกโปรว่าเป็นโฆษณาที่ดีที่สุดในโลก ด้วยการใช้เทคนิคพิเศษในการถ่ายย้อนกลับหลังให้เห็นวิวัฒนาการของชาติพันธุ์มนุษย์ ได้ข่าวว่าเป็นโฆษณาที่ใช้ทุนมากกว่าร้อยล้านเหรียญ แต่จะช่วยขายผลิตภัณฑ์ได้แค่ไหน ข่าวไม่แจ้ง เพราะผมรู้สึกว่าโฆษณาที่ดีควรมีส่วนเพิ่มยอดขายให้กับสินค้า ไม่ใช่เป็นแค่การกล่าวขวัญถึงมากมาย แต่ขายของไม่ได้

หากมีข้อมูลเรื่องยอดขายมาประกอบเมื่อไหร่ ผมจึงจะเชื่อว่าเป็นโฆษณาที่ดี แต่ตอนนี้ในความคิดของผม เอาตำแหน่งโฆษณาราคาแพงที่สุดในโลกไปก่อนแล้วกัน!!!

สวรรค์รอได้ โปรดใส่เข็มขัดนิรภัย

ภาพยนตร์โฆษณาเพื่อสังคม รณรงค์ให้ผู้ขับรถยนตร์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เรื่องนี้คว้ารางวัลจากเวทีประกวดมากมาย เพราะสะท้อนผลลัพธ์ของการใช้เข็มขัดได้อย่างโดนใจผู้ชม

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ

TCDC หรือ Thailand Creative & Design Center เป็นศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ตั้งอยู่ที่ชั้น 6 บนศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม (สถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงศ์) มีทั้งนิทรรศการที่เกี่ยวกับการออกแบบ และห้องสมุดสำหรับค้นหาความคิดสร้างสรรค์ ให้บริการตั้งแต่วันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.30-21.00 น. (ปิดวันจันทร์) ถ้าตอนนี้ยังไม่ว่างไปแวะเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.tcdc.or.th/home.php

5 Ways to Find New Business Ideas

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กลยุทธ์ธุรกิจ

การทำธุรกิจก็เหมือนการลงสมัครรับเลือกตั้ง นอกจากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฏหมายระบุแล้ว ก็ต้องมีวิธีที่จะทำให้ประชาชนเลือกเรา สินค้าเองก็ไม่ต่างกัน เมื่อถึงเวลาที่ลูกค้าต้องตัดสินใจซื้อ เราก็ต้องมีวิธีที่จะทำให้ลูกค้า “เจาะจง” เลือกใช้สินค้าของเรา

กลยุทธ์หลักมี 2 วิธี คือทำให้เรารู้สึกดีในสายตาของลูกค้า หรือไม่ก็โจมตีคู่แข่งให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราดีกว่า!
วิธีแบบหลัง ยังเป็นที่นิยมกันมากในการเมืองบางประเทศ แต่ในแวดวงธุรกิจเริ่มเกิดความละอายและใช้น้อยลง โดยเฉพาะยุคนี้ธุรกิจต้องคำนึงถึง “ความรับผิดชอบที่องค์กรมีต่อสังคม” ด้วย

สมัยก่อน บริษัทปากกาลูกลื่นแห่งหนึ่ง ลงทุนกว้านซื้อของคู่แข่งจากเอเย่นต์ แล้วเอาไปตากแดดให้หมึกแห้ง จากนั้นนำมาขายคืนกระจายให้กับร้านค้าในราคาถูกๆ พอลูกค้าซื้อไปใช้คุณภาพไม่ดี ก็เลยเลิกซื้อสินค้ายี่ห้อนั้น ทำให้บริษัทฯ คู่แข่งต้องเจ๊งไป

วิชามารแบบนี้ เกือบสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ยิ่งค้าขายในเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เวรกรรมมีจริง ถึงเวลาก็ต้องได้รับผลที่ตนเองก่อ ธุรกิจจึงหันมาใช้วิธีสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตนเอง มากกว่าจะมุ่งทำลายคู่แข่งขันเหมือนในอดีต

ธุรกิจบางที่ใช้วิธีประชานิยม แจกเงินก็ยอม!

ผมเคยเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากทำบัตรเอทีเอ็มแล้ว ธนาคารแห่งนั้นกลัวผมไม่ใช้บริการตู้ฝาก เนื่องจากยุคนั้นยังถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ คนส่วนใหญ่ยังกังวลว่าใส่เงินไปในตู้แล้ว จะเข้าบัญชีของตนหรือเปล่า?

วิธีที่ธนาคารแห่งนั้นใช้คือให้คูปอง (ไม่ใช่เช็ค) 3 ใบ ใบแรกระบุมูลค่า 2 เหรียญ, ใบที่สองมีค่า 3 เหรียญ ส่วนใบสุดท้ายมีราคา 5 เหรียญ คูปองเหล่านี้เอาไปซื้อของ หรือฝากหน้าเค้าน์เตอร์ธนาคารเพื่อขึ้นเงินไม่ได้ มันจะมีมูลค่าเป็นเงินก็ต่อเมื่อ เวลาที่เรานำเงินไปใส่เครื่องเอทีเอ็ม เพื่อฝากในสัปดาห์แรก หากเราฝากเงิน 10 เหรียญ แล้วใส่คูปองใบแรก 2 เหรียญ ในบัญชีเราก็จะมีเงิน 12 เหรียญ แล้วต้องทิ้งระยะไป 7 วัน ฝากเงินครั้งต่อไปให้ใส่ใบที่มีมูลค่า 3 เหรียญ เงินในบัญชีก็เพิ่มขึ้นจากเงินที่เราฝาก 3 เหรียญ อาทิตย์ที่สามถ้านำเงินไปฝากในตู้เอทีเอ็มอีกใส่คูปอง 5 เหรียญ เงินในบัญชีก็จะเพิ่มขึ้นฟรีๆ อีก 5 เหรียญ

สรุปลูกค้าใช้เวลา 3 อาทิตย์ต่อการเรียนรู้วิธีใช้ตู้เอทีเอ็ม 3 ครั้ง ธนาคารแห่งนี้ก็เสียเงินให้ลูกค้าหัวละ 10 เหรียญเท่านั้น ผมเชื่อว่ากลยุทธ์นี้จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าโดยตรง บางทีพวกเขายังช่วยไปหาลูกค้าใหม่มาให้อีก

กลยุทธ์การตลาดที่ดี จึงต้องทำให้ลูกค้าเกิดความ “เสียดาย” ถ้าไม่ได้ใช้มัน ความรู้สึกเหล่านี้ เป็นแนวคิดที่ทำให้ลูกค้าต้องหวนกลับมาใช้บริการซ้ำๆ จนกลายเป็นสาวกในที่สุด

และต่อไปนี้เป็น 20 กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการยุคใหม่จะมองข้ามไม่ได้!

1. ตั้งชื่อให้น่าสนใจ การตั้งชื่อคนยังต้องดูฤกษ์ผานาทีเกิด การตั้งชื่อธุรกิจก็เช่นเดียวกัน นอกจากมีความหมายที่ดีแล้ว ยังต้องเป็นชื่อที่ติดหูและเข้าใจได้ทันที

2. มีเอกลักษณ์จดจำง่าย การใช้รูปเรขาคณิต การใช้สีที่มีความหมาย การสร้างสโลแกนที่มีคำคล้องจอง การใช้คำย่อของบริษัท ล้วนมีผลต่อการสร้างความทรงจำของลูกค้า




3. มีความสอดคล้องกับวัฒนธรรม การขายสินค้านั้น ควรคำนึงถึงเรื่องวิถีชีวิต, ไลฟ์สไตล์ ความเชื่อของประชากรในละแวกนั้นด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสินค้าของที่ระลึกจากจังหวัดต่างๆ



4. ขายในราคาที่ลูกค้าซื้อได้ การที่สินค้าหนึ่งๆ นั้นขายไม่ดี อาจไม่ใช่ปัญหาเรื่องของคุณภาพ แต่เป็นเพราะการตั้งราคาที่ลูกค้ารู้สึกสูงเกินไป อย่างสมัยก่อน ชาเขียวพร้อมดื่มขนาด 500 มล. มักขายในราคาขวดละ 20 บาท ปัจจุบัน ไม่สามารถขายได้แล้ว บริษัทผู้ผลิตบางราย จึงหันไปบรรจุในขวดที่มีขนาดเล็กลงแล้วขายในราคาที่ถูกขึ้น


5. สินค้ามีเรื่องราวที่น่าสนใจ ในขณะที่เศรษฐกิจไม่ดี คนกลับขาดที่พึ่งทางใจ กลับกลายเป็นว่า “ของมงคล” บางอย่างกลับขายดี เช่น แมวกวัก เพราะความเชื่อที่ว่าจะช่วยเรียกเงินทองเข้าร้านได้


6. ขายควบ การขายในสมัยนี้ดูจะไร้ข้อจำกัด ร้านแฮมเบอรเกอร์บางแห่งกลายเป็นฤดูที่ขายดี หากมีของเล่นที่ถูกใจแถมไปด้วย (ซึ่งความจริงราคาของเล่นก็รวมอยู่ในบิลค่าอาหารนั่นแหละ)


7. เพิ่มมูลค่า ไม่เพิ่มราคา ลูกค้ามักคาดหวังเรื่องความคุ้มค่า จากการใช้บริการ เช่นการซื้อกล้องแล้วได้รับแถมชุดทำความสะอาด หรือหน่วยเก็บความจำเพิ่ม

8. หาพันธมิตร การลงทุนเช่าพื้นที่ในทำเลที่ดี แม้มีราคาที่สูง แต่หากหาหุ้นส่วนธุรกิจมาเฉลี่ยค่าใช้จ่าย นอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยกันดึงลูกค้าด้วย อย่างเช่นร้านหนังสือบางแห่ง เริ่มแบ่งพื้นที่ให้ร้านกาแฟเช่า

9. สร้างเครือข่าย หรือ ขาย แฟรนไชส์ เป็นการลดความเสี่ยงของการลงทุนประการหนึ่ง เพราะการที่ให้ผู้อื่นมาลงทุนในฐานะเป็นเจ้าของร่วมย่อมมีความรับผิดชอบมากกว่าจ้างพนักงานไปขายเอง

10 .ต้องโดดเด่น การออกแบบร้านค้า การสร้างกระบวนการขาย บรรจุภัณฑ์ ต้องทำให้ลูกค้าสะดุดตา และเกิดความสนใจที่จะใช้บริการ




11. ประชาสัมพันธ์เป็น เมื่อมีสินค้าหรือบริการแล้วก็ต้องรู้วิธีที่จะทำให้ลูกค้ารู้จัก ไม่ว่าจะเป็นการทำเครื่องหมายมายังร้านค้า การส่งไดเร็คเมล์ หรือการส่งพนักงานออกไปประชาสัมพันธ์

12. ขายถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา จะเห็นว่า ภายในบริเวณ วัด วาอารามหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งในประเทศไทย จะคราคร่ำไปด้วยธุรกิจขายธูป เทียน ดอกไม้ การปล่อยนก ปล่อยปลา เพราะคนส่วนใหญ่มักมาสถานที่เหล่านี้เพื่อกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และทำบุญทำทานอยู่แล้ว

13. ลูกค้ามีส่วนร่วม การขายแบบประเภทลูกค้าทำเอง หรือ Do it your self กำลังเป็นที่นิยม โดยเฉพาะลายสกรีนเสื้อยืดที่ร้านค้าใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผลิตให้ลูกค้าแบบเป็นลายเฉพาะตัวก็ทำได้ หรือแม้แต่ รองเท้า ในเว็บไซต์ http://nikeid.nike.com/ ลูกค้าสามารถเข้าไปเลือกแบบและกำหนดสีและลายของรองเท้าได้ด้วยตัวเอง


14. รับผิดชอบต่อสังคม ผู้ซื้อสินค้าในปัจจุบัน เริ่มเป็นห่วงต่อสภาวะโลกร้อน, ปัญหาสังคม, สภาพแวดล้อม หากธุรกิจทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเงินที่ได้รับมาจะนำกลับมาช่วยฟื้นฟู และลดความกังวลใจของพวกเขา ก็จะทำให้ผู้ซื้ออยากสนับสนุนธุรกิจนั้นอีกต่อไป

15. ทำตลาดเชิงรุก การนั่งรอลูกค้ามาหาอย่างเดียวนั้น ไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ลูกค้าจะมา แถมระหว่างการเดินทางอาจโดนคู่แข่งโฉบไปก็ได้ ดังนั้นการมี รถขนสินค้าออกไปตระเวณขายตามแหล่งชุมชน หรือโทรศัพท์แล้วบริการส่งสินค้าฟรีถึงที่ จึงจะถือว่าเป็นวิธีการขายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า




16. ส่งเสริมการตลาด มีวิธีมากมายในการกระตุ้นยอดขาย ทั้งลด แลก แจก แถม พาไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่จะใช้วิธีไหน ต้องพิเคราะห์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของลูกค้าด้วย

17. สร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ กล้วยตากที่เคยเป็นของพื้นบ้าน กลับกลายเป็นสินค้าที่ขายดีบนอินเทอร์เน็ต และเป็นสินค้าที่ขายรวมไปในถังสังฆทานได้


18. ต้องมีแบรนด์ สิ่งที่ลูกค้าสัมผัสเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ธุรกิจควรสร้าง “คุณค่า” เพราะทันทีที่ลูกค้ารู้สึกได้ ราคาขายของผลิตภัณฑ์จะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น


19. ทันสมัยเสมอ ธุรกิจต้องปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยี ทุกวันนี้ ขายน้ำปลายังต้องมีเว็บไซต์



20. ใกล้ชิด ปัญหาส่วนใหญ่ของการดำเนินธุรกิจ เกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้ประกอบการ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจ ต้องรู้จักหาวิธีใกล้ชิดและเข้าใจลูกค้าให้มากขึ้น ดังจะเห็นว่าผู้บริหารธุรกิจในองค์กรขนาดใหญ่บางคนต้องลงมาเดินสำรวจตลาดรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าด้วยตัวเอง

ยุทธศาสตร์บนบาทวิถี

การขายของตามทางเดินเท้านั้นถือเป็น “จรยุทธ์การตลาด” ประเภทหนึ่งซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง แต่มีทุนไม่มาก แค่หาเสื่อปูรองนั่ง หรือเข็นรถไปหาทำเลที่มีคนเดินผ่าน ก็ตั้งร้านขายของได้แล้ว แถมบางที่ยังไม่ต้องเสียค่าเช่าอีก

ถึงแม้จะไม่มีค่าเช่าที่ แต่ต้นทุนเรื่องของเวลาและร่างกายก็ต้องคำนึงถึง ดังนั้นไปขายทั้งที จึงต้องมีวิธีเรียกลูกค้าให้ซื้อของ....

สิบกรณีศึกษาต่อไปนี้ เป็นการขายบนบาทวิถี ที่น่าสนใจไม่น้อย....
วิธีที่ 1 เลือกทำเลที่ดี เช่น หน้าปากซอย ติดทั้งถนนใหญ่และถนนซอย โดยเฉพาะถ้าได้หัวมุม ลูกค้าที่เดินต้องชะลอความเร็วลง เพราะระวังรถที่จะเลี้ยวเข้าออก ทำให้มีโอกาสเห็นร้านมากขึ้น โดยเฉพาะซอยในภาพนี้มีสองป้าย ถือว่า 2 IN 1 ใครจะไปซอยแผ้วเจริญ หรือซอยเลิศแก้ว รถเข็นเกี้ยวทอดเจ้านี้เหมาหมด!!

วิธีที่ 2 แปลก การที่จะทำให้คนหยุดสนใจได้นั้น ต้องเป็นสิ่งที่สะดุดตา แม้แต่การเดาะบอล ก็ทำให้มีรายได้ หากมีความสามารถในด้านนั้นอย่างจริงจัง


วิธีที่ 3 ความสด เสน่ห์อย่างหนึ่งของการขายของตามฟุตบาท คือ ความใหม่ในขณะที่ปรุง ลูกค้าจะเห็นกรรมวิธี และเกิดความมั่นใจว่าผู้ขายไม่เอาของเก่าเก็บค้างคืนมาขาย


วิธีที่ 4 แฟรนไชส์ อย่าคิดว่ามีแต่ร้านในห้างฯ เท่านั้นที่สร้างเครือข่ายได้ ถ้าสินค้ามีคนนิยมมากพอ การสร้างแฟรนไชส์ด้วยรถเข็นก็เป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะใช้ทุนไม่มาก สำคัญแต่ว่าต้องรักษามาตรฐานและรสชาติของสินค้าให้มีคุณภาพเดียวกันให้ได้เสียก่อน


วิธีที่ 5 ง่าย การขายแบบแบ่งใส่กล่อง หรือแยกเป็นแพคเก็จไว้จะทำให้ลูกค้าเลือกได้ง่าย ใช้เวลาในการทำธุรกรรม ไม่นาน ทำให้มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่อยู่ตลอดเวลา

วิธีที่ 6 ลูกค้ามีโอกาสเลือก การขายสินค้าแบบให้ลูกค้ามีส่วนในการเลือก จะช่วยสร้างความพึงพอใจมากกว่า เหมือน พ่อค้าไก่ทอด ที่เพียงติดป้ายไว้ 2 ราคา ว่าปีกชิ้นละ 5 บาท / น่องชิ้นละ 10 บาท แน่นอนว่า แต่ละชิ้นนั้นมีขนาดไม่เท่ากัน เพื่อตัดปัญหาในการเลือกที่รักมักที่ชังกับลูกค้า พ่อค้ารายนี้จึงเปิดโอกาสให้คนซื้อเลือกหยิบเอาตามความพอใจ โดยมีถุงบรรจุห้อยไว้ข้างเสารถเข็น ส่วนเขามีหน้าที่ปรุงให้สุก กับรับเงินค่าสินค้าเท่านั้น

วิธีที่ 7 รวมตัว เขาว่าคนเดียวหัวหาย ดังนั้น ถ้าผู้ขายทั้งหลายรู้จักรวมกลุ่มกันไปขาย สร้างตลาดใหม่ นอกจากจะทำให้บรรยกาศคึกคักขึ้นแล้ว แต่ละร้านยังมีส่วนช่วยเรียกลูกค้าให้มากขึ้นด้วย ผู้ซื้อก็อยากไปเดิน เพราะว่ามีสินค้าให้เลือกเยอะ


วิธีที่ 8 ราคาไม่แพง เพราะการที่ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่, ค่าน้ำ, ค่าไฟ ทำให้เป็นที่รู้กันดีอยู่ว่าสินค้าที่ขายตามทางเดินสาธารณะนั้น ส่วนใหญ่ราคาจะไม่สูงมาก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยนิยมซื้อสินค้าแบกะดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัว


วิธีที่ 9 ไม่ธรรมดา แม้ว่าจะเป็นสินค้าทั่วไป แต่ถ้าผู้ขายรู้จักเพิ่มมูลค่าของสินค้าก็จะทำให้เกิดความหลากหลาย และสินค้าที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้ก็จะช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างป้ายขายโรตีของเจ้านี้ หากเป็น “โรตีธรรมดา” จะมีราคาต่ำที่สุด

วิธีที่ 10 หาตลาดใหม่ การขายในที่เดิม นานๆ จะพบแต่ลูกค้าเดิม ทำให้มีข้อจำกัดในการพัฒนาสินค้าและขยายตลาด หากมีเวลาควรหาโอกาสที่จะไปเปิดตลาดใหม่ ซึ่งจะทำให้เจอลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และเกิดแนวคิดที่หลากหลาย รวมทั้งถือเป็นการขยายตลาดไปในตัว

วิธีต่างๆ เหล่านี้ ผู้ประกอบการธุรกิจที่คิดยึดบาทวิถีเป็นร้านค้า สามารถนำไปพัฒนาปรับปรุงให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าสินค้านั้นเหมาะสำหรับใคร และควรจะไปขายให้กับลูกค้านั้นในที่ใด เพราะการขายกลางแจ้งนั้น อากาศมีผลต่ออารมณ์มาก ต้องทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็วที่สุด
ลูกค้ายืนคิดนานเท่าไร โอกาสที่จะขายของได้ยิ่งยากขึ้นไปเท่านั้น!!??